ปารีส (Paris)
ปารีส (Paris) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ France ตั้งอยู่ทางตอนเหนือค่อนไปทางตอนกลางของประเทศริมแม่น้ำ Seine River เมืองนี้เป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ศิลปะ แฟชั่น อาหาร และการท่องเที่ยวของยุโรป และยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
ปารีสมีพื้นที่เมืองประมาณ 105 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 2.1 ล้านคนในเขตเมือง ขณะที่เขตมหานคร (Greater Paris) มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ทำให้เป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญระดับโลก เช่น Eiffel Tower หอคอยเหล็กที่สร้างขึ้นในปี 1889 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของงาน World’s Fair และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปารีสยังเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรมระดับโลกจำนวนมาก เช่น Louvre Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และจัดแสดงผลงานระดับมาสเตอร์พีซจำนวนมหาศาล รวมถึงภาพวาดชื่อดังอย่าง Mona Lisa ด้วยเสน่ห์ของเมืองเก่า ถนนสวยงาม คาเฟ่บรรยากาศโรแมนติก และประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายพันปี ปารีสจึงได้รับฉายาว่า “City of Light” หรือเมืองแห่งแสงไฟ และยังคงเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโลกจนถึงปัจจุบัน
เลือกอ่านหัวข้อที่น่าสนใจ
เกี่ยวกับเมืองปารีส (Paris)
✦ ประวัติความเป็นมา
ประวัติของปารีสมีความยาวนานกว่า 2,000 ปี โดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่าเซลติกที่เรียกว่า Parisii ได้ตั้งชุมชนขึ้นบริเวณริมแม่น้ำแซนและเริ่มพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค
ในปี 52 ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพของจักรวรรดิ Roman Empire ได้เข้ายึดพื้นที่และสร้างเมืองโรมันชื่อว่า “Lutetia” ซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์กลางการปกครองและวัฒนธรรมในยุคโรมัน ต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย เมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรแฟรงก์ และในปี ค.ศ. 508 กษัตริย์ Clovis I ได้ประกาศให้ปารีสเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร
ในช่วงยุคกลาง ปารีสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการศึกษา ศาสนา และการค้าสำคัญของทวีป โดยเฉพาะการก่อตั้ง University of Paris ในศตวรรษที่ 13 ซึ่งทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางวิชาการของยุโรปในเวลานั้น
ในศตวรรษที่ 18 ปารีสมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกอย่าง French Revolution ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของฝรั่งเศสและมีอิทธิพลต่อแนวคิดประชาธิปไตยทั่วโลก หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 เมืองได้รับการพัฒนาใหม่ครั้งใหญ่ มีการสร้างถนนกว้าง สวนสาธารณะ และสถาปัตยกรรมสวยงามมากมาย จนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีภาพลักษณ์หรูหราและทันสมัยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ปารีสไม่เพียงเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ วัฒนธรรม แฟชั่น และการท่องเที่ยวของโลก ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ยาวนานกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
✦ ภูมิประเทศและลักษณะเมือง
Paris ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส บริเวณลุ่มแม่น้ำแซน ซึ่งไหลผ่านใจกลางเมืองและแบ่งปารีสออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งซ้าย (Left Bank) และฝั่งขวา (Right Bank) พื้นที่เมืองมีลักษณะค่อนข้างราบและเหมาะแก่การพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานและการขยายตัวของชุมชนมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ใจกลางเมืองดั้งเดิมของปารีสเริ่มต้นจากเกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำที่ชื่อว่า Île de la Cité ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น Notre-Dame Cathedral เกาะแห่งนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของเมืองตั้งแต่ยุคโรมัน และต่อมาปารีสก็ขยายตัวออกไปยังพื้นที่รอบ ๆ แม่น้ำแซน
ในศตวรรษที่ 19 เมืองได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ภายใต้การวางผังเมืองของ Georges-Eugène Haussmann ซึ่งทำให้เกิดถนนสายกว้าง อาคารสไตล์เดียวกัน และสวนสาธารณะจำนวนมาก รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นระเบียบนี้ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของปารีสในปัจจุบัน ส่งผลให้เมืองมีทัศนียภาพที่สวยงามและเหมาะกับการเดินเที่ยวชมเมืองอย่างมาก
✦ วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของปารีส
ปารีสได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรม ศิลปะ และแฟชั่นที่สำคัญที่สุดของโลก เมืองนี้เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ โรงละคร และสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ เช่น Louvre Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และเป็นที่เก็บผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซจำนวนมาก
นอกจากศิลปะแล้ว ปารีสยังมีชื่อเสียงด้านแฟชั่นระดับโลก โดยเป็นบ้านของแบรนด์ดังหลายแบรนด์ และเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week ที่ดึงดูดดีไซเนอร์และผู้มีชื่อเสียงจากทั่วโลก
วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของชาวปารีสยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะวัฒนธรรมคาเฟ่ที่ผู้คนมักใช้เวลานั่งจิบกาแฟ พูดคุย หรืออ่านหนังสือในร้านคาเฟ่ริมถนน รวมถึงอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Croissant และ Baguette ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับศิลปะการกินและการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม
✦ ทำไมปารีสถึงเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก?
ปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกจำนวนมาก เช่น Eiffel Tower สัญลักษณ์ของฝรั่งเศสที่นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนต้องมาเยือน รวมถึง Arc de Triomphe และ Champs-Élysées ถนนชื่อดังที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร
นอกจากนี้ เมืองยังมีบรรยากาศที่โรแมนติกและเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นอาคารเก่าแก่ สะพานข้ามแม่น้ำ หรือถนนสายเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ จึงทำให้ปารีสได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งความโรแมนติก” และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักจากทั่วโลก
อีกเหตุผลสำคัญคือความสะดวกในการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาอย่างดี เมืองมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม เช่น Paris Métro ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ได้ง่าย ส่งผลให้ปารีสยังคงเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่อง
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองปารีส (Paris)
1. Eiffel Tower

Eiffel Tower เป็นสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของเมืองปารีส ของประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1889 เพื่อใช้เป็นทางเข้าหลักของงาน Exposition Universelle 1889 ตัวหอคอยเหล็กสูงประมาณ 330 เมตร ถูกออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส Gustave Eiffel และทีมงานของเขา ในช่วงแรกหอไอเฟลเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักจากศิลปินและนักเขียนบางส่วนที่มองว่าโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่นี้ไม่เข้ากับสถาปัตยกรรมของเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป หอไอเฟลกลับกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศส และเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
ปัจจุบันหอไอเฟลมีจุดชมวิวทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทิวทัศน์ของปารีสได้แบบพาโนรามา นักท่องเที่ยวสามารถเลือกขึ้นลิฟต์หรือเดินบันไดไปยังชั้นแรกและชั้นที่สอง ส่วนชั้นบนสุดจะสามารถมองเห็นสถานที่สำคัญของเมืองได้ไกลหลายกิโลเมตร เช่น Seine River และ Arc de Triomphe นอกจากนี้ในช่วงกลางคืนหอไอเฟลจะมีไฟประดับส่องสว่างอย่างสวยงาม และมีการแสดงไฟกระพริบทุก ๆ ชั่วโมง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพที่โรแมนติกและเป็นเอกลักษณ์ของการท่องเที่ยวในปารีสอย่างมาก
• ที่ตั้ง: Av. Gustave Eiffel, 75007 Paris, France
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 11–29 ยูโร (ขึ้นอยู่กับชั้นและวิธีขึ้น)
• เวลาเปิด: โดยทั่วไป 09:30–23:45
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Bir-Hakeim หรือ Trocadéro
• คำแนะนำ: ควรจองตั๋วล่วงหน้าออนไลน์เพื่อลดเวลาต่อคิว
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ เที่ยวหอไอเฟล (Eiffel Tower) แลนด์มาร์กชื่อดังของฝรั่งเศส
2. Louvre Museum

Louvre Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปารีส ริมแม่น้ำแซน เดิมทีสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันเมือง ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นพระราชวังของกษัตริย์ฝรั่งเศสในเวลาต่อมา หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 พระราชวังลูฟวร์จึงถูกเปิดให้ประชาชนเข้าชมและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ภายในมีผลงานศิลปะมากกว่า 35,000 ชิ้น ครอบคลุมหลายอารยธรรมและหลายยุคสมัย ตั้งแต่ศิลปะอียิปต์โบราณ กรีก โรมัน ไปจนถึงศิลปะยุโรปยุคเรอเนซองส์
ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของพิพิธภัณฑ์คือภาพวาด Mona Lisa ของศิลปินชาวอิตาลี Leonardo da Vinci ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยี่ยมชมทุกปี นอกจากนี้ยังมีผลงานระดับโลกอื่น ๆ เช่น Venus de Milo ประติมากรรมเทพีวีนัสจากกรีกโบราณ และ Winged Victory of Samothrace รูปปั้นเทพีแห่งชัยชนะที่ตั้งอยู่บนบันไดใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังมีสัญลักษณ์สำคัญคือพีระมิดแก้วบริเวณลานทางเข้า ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
• ที่ตั้ง: 75001 Paris, France
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 17 ยูโร
• เวลาเปิด: 09:00–18:00 (ปิดวันอังคาร)
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Palais Royal – Musée du Louvre
• คำแนะนำ: ใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงในการชมพิพิธภัณฑ์
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) สุดยอดศิลปะระดับโลกใจกลางปารีส
3. Notre-Dame Cathedral

Notre-Dame Cathedral เป็นหนึ่งในมหาวิหารสไตล์โกธิกที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่บนเกาะ Île de la Cité กลางแม่น้ำแซน ใจกลางเมืองปารีส การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1163 ในสมัยของบิชอป Maurice de Sully และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานเกือบ 200 ปีจึงแล้วเสร็จ มหาวิหารแห่งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมโกธิก โดยมีลักษณะเด่นคือซุ้มประตูโค้งแหลม โครงสร้างค้ำยันแบบ flying buttress และหน้าต่างกระจกสีขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่รอบอาคาร
ภายในมหาวิหารมีหน้าต่างกระจกสีกุหลาบ (Rose Windows) อันงดงามซึ่งเป็นผลงานศิลปะยุคกลางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป นอกจากนี้ Notre-Dame ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส เช่น พิธีราชาภิเษกของ Napoleon Bonaparte ในปี ค.ศ. 1804 อย่างไรก็ตาม มหาวิหารได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ Notre-Dame Cathedral Fire 2019 ในปี 2019 ซึ่งทำให้หลังคาและยอดแหลมพังถล่มลงมา หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่ที่ใช้เวลาหลายปี มหาวิหารก็ได้กลับมาเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งในปี 2024 กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของฝรั่งเศสอีกครั้ง
• ที่ตั้ง: 6 Parvis Notre-Dame – Pl. Jean-Paul II, 75004 Paris, France
• ค่าเข้าชม: เข้าชมภายในฟรี
• เวลาเปิด: ประมาณ 08:00–18:45
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Cité
• คำแนะนำ: ควรมาช่วงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ Notre-Dame Cathedral มหาวิหารเก่ากว่า 800 ปี
4. Arc de Triomphe

Arc de Triomphe เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่สำคัญที่สุดของเมืองปารีส สร้างขึ้นตามคำสั่งของจักรพรรดิ Napoleon Bonaparte ในปี ค.ศ. 1806 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชัยชนะของกองทัพฝรั่งเศสในสงครามนโปเลียน การก่อสร้างใช้เวลานานหลายสิบปีและเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1836 ตัวอนุสาวรีย์มีความสูงประมาณ 50 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส Place Charles de Gaulle ซึ่งเป็นจุดที่ถนนสายสำคัญของปารีสมาบรรจบกันถึง 12 สาย
บริเวณฐานของประตูชัยยังเป็นที่ตั้งของ Tomb of the Unknown Soldier ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารฝรั่งเศสที่เสียชีวิตใน World War I และมีเปลวไฟนิรันดร์ที่ถูกจุดไว้ตลอดเวลาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึง ด้านบนของประตูชัยเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวเมืองปารีสได้แบบพาโนรามา โดยสามารถมองเห็นถนนสายสำคัญอย่าง Champs-Élysées ที่ทอดยาวไปสู่ Place de la Concorde และยังเป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามและได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
• ที่ตั้ง: Pl. Charles de Gaulle, 75008 Paris, France
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 13 ยูโร
• เวลาเปิด: 10:00–22:30
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Charles de Gaulle – Étoile
• คำแนะนำ: จุดชมวิวด้านบนเหมาะสำหรับถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe) สัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่ต้องไปเยือน
5. Champs-Élysées

Champs-Élysées เป็นหนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปารีส โดยทอดยาวประมาณ 1.9 กิโลเมตร เชื่อมระหว่าง Arc de Triomphe กับ Place de la Concorde ถนนสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศหรูหราและเป็นศูนย์กลางของการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และความบันเทิงระดับโลก ตลอดสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านแบรนด์ดังระดับนานาชาติ โรงภาพยนตร์ คาเฟ่ และร้านอาหารที่มีชื่อเสียง ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนปารีส
นอกจากการเป็นย่านช้อปปิ้งแล้ว ถนน Champs-Élysées ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญของประเทศฝรั่งเศส เช่น ขบวนพาเหรดวันชาติฝรั่งเศสใน Bastille Day รวมถึงงานเฉลิมฉลองและกิจกรรมระดับโลกต่าง ๆ ถนนสายนี้ยังเป็นเส้นชัยของการแข่งขันจักรยานระดับโลกอย่าง Tour de France ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย ในช่วงค่ำ ถนนจะเต็มไปด้วยแสงไฟและผู้คน ทำให้บรรยากาศคึกคักและเป็นหนึ่งในสถานที่เดินเล่นยามค่ำคืนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปารีส
• ที่ตั้ง: Av. des Champs-Élysées, 75008 Paris, France
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: เดินเที่ยวได้ตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Franklin D. Roosevelt
• คำแนะนำ: ช่วงกลางคืนบรรยากาศสวยและคึกคัก
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ Champs-Élysées ถนนช้อปปิ้งและแลนด์มาร์กของปารีส
6. Sacré-Cœur Basilica

Sacré-Cœur Basilica เป็นมหาวิหารสีขาวที่ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาของย่าน Montmartre ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองปารีส การก่อสร้างเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1875 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1914 ตัวอาคารสร้างด้วยหินทราเวอร์ทีนสีขาวที่มีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อสัมผัสกับน้ำฝนจะปล่อยแร่แคลไซต์ออกมา ทำให้อาคารยังคงมีสีขาวสว่างอยู่เสมอ สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์โรมันและไบแซนไทน์ โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล
บริเวณลานหน้ามหาวิหารเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของปารีส นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้กว้างไกล ตั้งแต่หลังคาอาคารแบบปารีเซียงไปจนถึงแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น Eiffel Tower และ Seine River นอกจากนี้ บรรยากาศรอบ ๆ ย่าน Montmartre ยังเต็มไปด้วยถนนเล็ก ๆ ร้านคาเฟ่ และแกลเลอรีศิลปะที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของย่านศิลปิน ทำให้การมาเยือน Sacré-Cœur ไม่ได้เป็นเพียงการชมมหาวิหารเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสัมผัสเสน่ห์ของหนึ่งในย่านที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดของปารีสอีกด้วย
• ที่ตั้ง: 35 Rue du Chevalier de la Barre, 75018 Paris, France
• ค่าเข้าชม: เข้าฟรี
• เวลาเปิด: 06:00–22:30
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Anvers แล้วเดินขึ้นเนิน
• คำแนะนำ: ระวังมิจฉาชีพบริเวณบันได
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ มหาวิหารซาเครเกอร์ (Sacré-Cœur) ความงดงามเหนือเนินเขามงมาร์ต กรุงปารีส
7. Montmartre

Montmartre เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะ ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนเหนือของเมืองปารีส ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมของศิลปิน นักเขียน และนักสร้างสรรค์จากทั่วโลก เนื่องจากค่าครองชีพในอดีตค่อนข้างถูกและบรรยากาศเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ศิลปินชื่อดังหลายคนเคยอาศัยหรือทำงานที่นี่ เช่น Pablo Picasso และ Vincent van Gogh ทำให้ย่าน Montmartre กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะที่สำคัญของยุโรปในยุคนั้น
ปัจจุบัน Montmartre ยังคงรักษาเสน่ห์แบบหมู่บ้านเก่าเอาไว้ได้อย่างดี ถนนหินเล็ก ๆ บ้านเรือนสีสันสดใส ร้านกาแฟแบบฝรั่งเศส และแกลเลอรีศิลปะเล็ก ๆ สร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากย่านอื่นของปารีส หนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Place du Tertre จัตุรัสเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยศิลปินวาดภาพเหมือนและภาพวิวให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสบรรยากาศศิลปะได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงยังมีแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Sacré-Cœur Basilica ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเนินและเป็นจุดชมวิวเมืองปารีสที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: เที่ยวได้ตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Abbesses
• คำแนะนำ: เดินเที่ยวตอนเช้าจะถ่ายรูปสวย
8. Musée d’Orsay

Musée d’Orsay เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงของเมืองปารีส ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Seine River อาคารแห่งนี้เดิมคือสถานีรถไฟเก่า “Gare d’Orsay” ที่สร้างขึ้นสำหรับงาน Exposition Universelle 1900 ต่อมาถูกปรับปรุงและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1986 ภายในอาคารยังคงโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบสถานีรถไฟเดิมเอาไว้ เช่น โถงขนาดใหญ่และนาฬิกาขนาดยักษ์ที่กลายเป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการจัดแสดงผลงานศิลปะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์และโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ ซึ่งถือเป็นคอลเลกชันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักท่องเที่ยวสามารถชมผลงานของศิลปินชื่อดัง เช่น Claude Monet, Vincent van Gogh, Edgar Degas และ Pierre-Auguste Renoir ทำให้ Musée d’Orsay กลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจศิลปะและต้องการสัมผัสผลงานระดับโลกในบรรยากาศที่สวยงามและมีเอกลักษณ์
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 16 ยูโร
• เวลาเปิด: 09:30–18:00 (ปิดวันจันทร์)
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Solférino
• คำแนะนำ: อย่าพลาดห้องจัดแสดงภาพ Impressionist
9. Luxembourg Gardens

Luxembourg Gardens เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในย่าน Latin Quarter ของเมืองปารีส สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ตามพระประสงค์ของราชินี Marie de’ Medici เพื่อเป็นสวนของ Luxembourg Palace ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่ตั้งของวุฒิสภาฝรั่งเศส ภายในสวนมีการออกแบบภูมิทัศน์อย่างงดงามในสไตล์สวนฝรั่งเศสและสวนอังกฤษผสมผสานกัน มีทางเดินเรียงรายด้วยต้นไม้ สนามหญ้ากว้าง และรูปปั้นประวัติศาสตร์จำนวนมาก ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สีเขียวที่สำคัญที่สุดของปารีส
ภายในสวนยังมีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Medici Fountain ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวและชาวเมืองมักมานั่งพักผ่อนบนเก้าอี้สีเขียวที่กระจายอยู่รอบสวน อ่านหนังสือ ปิกนิก หรือชมบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบ นอกจากนี้สวน Luxembourg ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ เช่น การแสดงดนตรี การเล่นเรือใบของเด็ก ๆ ในสระน้ำ และการเดินเล่นท่ามกลางดอกไม้ตามฤดูกาล ทำให้สวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่พักผ่อนที่มีเสน่ห์ที่สุดในปารีส
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: ประมาณ 07:30–20:00
• วิธีเดินทาง: RER B สถานี Luxembourg
• คำแนะนำ: เหมาะกับการปิกนิก
10. Tuileries Garden

Tuileries Garden เป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปารีส ระหว่าง Louvre Museum และ Place de la Concorde สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ตามพระประสงค์ของราชินี Catherine de’ Medici เพื่อเป็นสวนของพระราชวัง Tuileries ซึ่งเคยตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ต่อมาในศตวรรษที่ 17 สวนได้รับการออกแบบใหม่โดยสถาปนิกภูมิทัศน์ชื่อดัง André Le Nôtre ผู้เดียวกับที่ออกแบบสวนของพระราชวังแวร์ซายส์ ทำให้สวนแห่งนี้มีรูปแบบสวนฝรั่งเศสที่เป็นระเบียบสวยงาม
ปัจจุบันสวน Tuileries เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของทั้งชาวปารีสและนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีทางเดินกว้างเรียงรายด้วยต้นไม้ สระน้ำพุ และประติมากรรมศิลปะจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถนั่งพักผ่อนบนเก้าอี้รอบสระน้ำ เดินเล่นชมบรรยากาศ หรือถ่ายภาพวิวสวย ๆ ของสวนและแลนด์มาร์กใกล้เคียง เช่น Eiffel Tower และ Arc de Triomphe นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อนยังมีการจัดงานเทศกาลและสวนสนุกขนาดเล็กภายในสวน ทำให้บรรยากาศคึกคักและเหมาะสำหรับการพักผ่อนระหว่างการเที่ยวชมเมือง
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: 07:00–21:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Tuileries
• คำแนะนำ: เหมาะสำหรับเดินเล่นหลังเที่ยว Louvre
11. Palace of Versailles

Palace of Versailles เป็นหนึ่งในพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ในเมืองแวร์ซายส์ ห่างจากใจกลางปารีส ประมาณ 20 กิโลเมตร เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงพระตำหนักล่าสัตว์ขนาดเล็กของกษัตริย์ Louis XIII ก่อนที่พระราชโอรสของพระองค์คือ Louis XIV หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กษัตริย์สุริยัน” จะสั่งขยายและปรับปรุงให้กลายเป็นพระราชวังอันยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 17 พระราชวังแวร์ซายส์จึงกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของฝรั่งเศสและเป็นที่ประทับของราชวงศ์ฝรั่งเศสต่อเนื่องหลายรัชสมัย
ภายในพระราชวังมีห้องสำคัญและห้องโถงหรูหราจำนวนมาก โดยห้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Hall of Mirrors ซึ่งเป็นโถงยาวที่ประดับด้วยกระจกจำนวนหลายร้อยบานและโคมระย้าคริสตัลอย่างงดงาม สะท้อนถึงความมั่งคั่งของราชสำนักฝรั่งเศส นอกจากนี้บริเวณรอบพระราชวังยังมีสวนขนาดมหึมาที่ออกแบบอย่างประณีตโดย André Le Nôtre ประกอบด้วยสวนดอกไม้ น้ำพุ และทางเดินยาวที่จัดวางอย่างสมมาตร ทำให้พระราชวังแวร์ซายส์กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO
• ที่ตั้ง: Place d’Armes, 78000 Versailles, France
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 21 ยูโร
• เวลาเปิด: 09:00–18:30
• วิธีเดินทาง: RER C ไปสถานี Versailles Château
• คำแนะนำ: ใช้เวลาเที่ยวอย่างน้อยครึ่งวัน
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ พระราชวังแวร์ซายส์ (Palace of Versailles) สัมผัสความหรูหราของพระราชวังในตำนาน
12. Seine River Cruise

การล่องเรือในแม่น้ำแซน เป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยมของผู้มาเยือนปารีส เพราะช่วยให้สามารถชมความสวยงามของเมืองจากมุมมองที่แตกต่างออกไป แม่น้ำแซนไหลผ่านใจกลางเมืองและผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง ทำให้การล่องเรือกลายเป็นวิธีที่สะดวกและผ่อนคลายในการชมแลนด์มาร์กสำคัญของปารีส โดยเรือท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะออกจากท่าเรือใกล้ Eiffel Tower และล่องไปตามแม่น้ำผ่านสะพานเก่าแก่และอาคารสถาปัตยกรรมสวยงาม
ระหว่างการล่องเรือ นักท่องเที่ยวจะได้ชมสถานที่สำคัญมากมาย เช่น Notre-Dame Cathedral, Louvre Museum และ Musée d’Orsay เรือบางลำยังมีบริการไกด์หรือระบบเสียงบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง นอกจากนี้การล่องเรือในช่วงเย็นหรือช่วงพระอาทิตย์ตกยังเป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจะได้ชมแสงไฟของเมืองที่สะท้อนบนผิวน้ำ และบรรยากาศโรแมนติกของปารีสที่ได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งความรัก” อย่างเต็มที่
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 15–20 ยูโร
• เวลาเปิด: มีรอบตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: ท่าเรือใกล้ Eiffel Tower
• คำแนะนำ: รอบพระอาทิตย์ตกบรรยากาศดีที่สุด
13. Sainte-Chapelle

Sainte-Chapelle เป็นโบสถ์สไตล์โกธิกขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเกาะ Île de la Cité ใจกลางเมืองปารีส สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ตามพระราชดำริของกษัตริย์ Louis IX เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุและวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ โบสถ์แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมโกธิกที่งดงามที่สุดในยุโรป แม้ว่าขนาดของอาคารจะไม่ใหญ่มาก แต่รายละเอียดทางศิลปะและสถาปัตยกรรมกลับมีความประณีตอย่างยิ่ง
สิ่งที่ทำให้ Sainte-Chapelle มีชื่อเสียงระดับโลกคือหน้าต่างกระจกสีขนาดใหญ่ที่สูงเกือบตลอดผนังของโบสถ์ กระจกสีเหล่านี้มีความสูงประมาณ 15 เมตรและประกอบด้วยแผงกระจกมากกว่าพันชิ้น ซึ่งเล่าเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิล เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกสี แสงจะสะท้อนเป็นสีสันหลากหลายทั่วทั้งภายในโบสถ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามและน่าประทับใจอย่างมาก ทำให้ Sainte-Chapelle กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรมและศิลปะที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือนปารีส
• ที่ตั้ง: 10 Bd du Palais, 75001 Paris, France
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 13 ยูโร
• เวลาเปิด: 09:00–19:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Cité
• คำแนะนำ: มาในวันที่แดดดีจะเห็นกระจกสีสวยที่สุด
อ่านข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ โบสถ์แซงท์ ชาแปลล์ (Sainte-Chapelle) มหัศจรรย์แห่งแสงและศิลป์โกธิก
14. Centre Pompidou

Centre Pompidou เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในย่าน Le Marais ของเมืองปารีส เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1977 และตั้งชื่อตามอดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส Georges Pompidou อาคารแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและล้ำสมัย โดยโครงสร้างหลัก ท่อระบายอากาศ ลิฟต์ และระบบต่าง ๆ ถูกออกแบบให้อยู่ด้านนอกของอาคาร ทำให้เห็นท่อสีต่าง ๆ อย่างชัดเจน กลายเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิมในปารีสอย่างสิ้นเชิง
ภายใน Centre Pompidou เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติ ซึ่งมีคอลเลกชันศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป นักท่องเที่ยวสามารถชมผลงานของศิลปินชื่อดังระดับโลก เช่น Pablo Picasso, Henri Matisse และ Salvador Dalí นอกจากนี้ ชั้นบนสุดของอาคารยังมีระเบียงชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองปารีสได้อย่างสวยงาม ทำให้ Centre Pompidou เป็นทั้งแหล่งศิลปะร่วมสมัยและจุดชมวิวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 15 ยูโร
• เวลาเปิด: 11:00–21:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Rambuteau
• คำแนะนำ: ชั้นดาดฟ้ามีวิวเมืองสวย
15. Palais Garnier

Palais Garnier เป็นโรงโอเปร่าที่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในย่าน Opéra District ของเมืองปารีส อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ตามคำสั่งของจักรพรรดิ Napoleon III และออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Charles Garnier โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกผสมโรโกโกที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ทั้งเสาหินอ่อน รูปปั้นสีทอง และเพดานที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ทำให้อาคารแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของปารีส
ภายใน Palais Garnier มีห้องโถงบันไดหินอ่อนขนาดใหญ่และหอแสดงโอเปร่าที่ตกแต่งอย่างงดงาม พร้อมโคมไฟระย้าขนาดมหึมาและเพดานที่วาดภาพศิลปะโดย Marc Chagall สถานที่แห่งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนวนิยายชื่อดัง The Phantom of the Opera ของนักเขียน Gaston Leroux ซึ่งเล่าเรื่องลึกลับเกี่ยวกับผีที่อาศัยอยู่ใต้โรงโอเปร่า ปัจจุบัน Palais Garnier ยังคงใช้จัดการแสดงโอเปร่า บัลเลต์ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสถาปัตยกรรมภายในอาคารที่สวยงามได้อีกด้วย
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 15 ยูโร
• เวลาเปิด: 10:00–17:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Opéra
• คำแนะนำ: ถ่ายรูปบันไดใหญ่ด้านใน
16. Place de la Concorde

Place de la Concorde เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองปารีส ตั้งอยู่ระหว่าง Champs-Élysées และ Tuileries Garden เดิมจัตุรัสแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ในสมัยของกษัตริย์ Louis XV และเคยใช้ชื่อว่า Place Louis XV ต่อมาในช่วง French Revolution จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ประหารชีวิตบุคคลสำคัญจำนวนมากด้วยกิโยติน รวมถึงกษัตริย์ Louis XVI และราชินี Marie Antoinette ทำให้สถานที่แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
ปัจจุบัน Place de la Concorde เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญและจุดชมวิวที่สวยงามของปารีส โดยมีแลนด์มาร์กเด่นคือเสาโอเบลิสก์โบราณจากอียิปต์ที่เรียกว่า Luxor Obelisk ซึ่งมีอายุกว่า 3,000 ปีและถูกนำมาจากวิหารลักซอร์ในศตวรรษที่ 19 รอบจัตุรัสยังมีน้ำพุขนาดใหญ่และรูปปั้นตกแต่งอย่างงดงาม จากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์สำคัญของเมืองได้หลายทิศทาง เช่น ถนน Champs-Élysées สวน Tuileries และแม่น้ำ Seine River ทำให้จัตุรัสแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของปารีส
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: ตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Concorde
• คำแนะนำ: เหมาะกับการถ่ายภาพแลนด์มาร์กรอบเมือง
17. Les Invalides

Les Invalides เป็นคอมเพล็กซ์อาคารประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองปารีส สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ตามพระราชดำริของกษัตริย์ Louis XIV เพื่อใช้เป็นสถานที่พักอาศัยและดูแลทหารผ่านศึกของฝรั่งเศส อาคารมีสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่สง่างามและโดดเด่น โดยเฉพาะโดมสีทองของโบสถ์ Dôme des Invalides ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลและกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงปารีส
ภายใน Dôme des Invalides เป็นที่ตั้งของสุสานของจักรพรรดิ Napoleon Bonaparte ซึ่งถูกนำมาฝังที่นี่ในปี ค.ศ. 1840 นอกจากนี้ภายใน Les Invalides ยังเป็นที่ตั้งของ Musée de l’Armée พิพิธภัณฑ์ทหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งจัดแสดงอาวุธ ชุดเกราะ เครื่องแบบทหาร และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามของประเทศตั้งแต่ยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 20 ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และการทหารของฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 15 ยูโร
• เวลาเปิด: 10:00–18:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Invalides
• คำแนะนำ: อย่าพลาดโดมทองคำ
18. Panthéon

Panthéon เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในย่าน Latin Quarter ของเมืองปารีส เดิมทีอาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตามพระราชดำริของกษัตริย์ Louis XV เพื่อใช้เป็นโบสถ์อุทิศให้กับนักบุญ Saint Genevieve ต่อมาในช่วง French Revolution อาคารถูกเปลี่ยนบทบาทให้เป็นสุสานแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมของ Panthéon โดดเด่นด้วยรูปแบบนีโอคลาสสิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิหารโบราณของกรีกและโรมัน โดยมีโดมขนาดใหญ่และเสาคอรินเธียนขนาดมหึมา
ภายใน Panthéon เป็นที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญหลายคนในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เช่น นักปรัชญา Voltaire และ Jean-Jacques Rousseau รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Marie Curie และนักเขียน Victor Hugo นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีสิ่งจัดแสดงที่น่าสนใจ เช่น Foucault Pendulum ซึ่งใช้แสดงการหมุนของโลก ทำให้ Panthéon เป็นทั้งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของปารีส
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 11 ยูโร
• เวลาเปิด: 10:00–18:00
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Cardinal Lemoine
• คำแนะนำ: วิวจากโดมสวยมาก
19. Disneyland Paris

Disneyland Paris เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ของบริษัท The Walt Disney Company ตั้งอยู่ที่เมือง Marne-la-Vallée ห่างจากใจกลางปารีส ประมาณ 40 กิโลเมตร เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1992 และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุโรป ภายในรีสอร์ตประกอบด้วยสวนสนุกหลักสองแห่งคือ Disneyland Park และ Walt Disney Studios Park ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเล่น การแสดง และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์และตัวละครของดิสนีย์
หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของสวนสนุกคือปราสาทเจ้าหญิง Sleeping Beauty Castle ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ภายในสวนสนุกยังมีเครื่องเล่นหลากหลายรูปแบบ ขบวนพาเหรดของตัวละครดิสนีย์ และการแสดงพลุสุดอลังการในช่วงค่ำ ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับทั้งครอบครัว เด็ก ๆ และแฟนดิสนีย์จากทั่วโลก นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางจากปารีสได้สะดวกด้วยรถไฟสาย RER A ที่เชื่อมตรงจากใจกลางเมืองไปยังสวนสนุก
• ค่าเข้าชม: ประมาณ 60–100 ยูโร
• เวลาเปิด: ประมาณ 09:30–22:00
• วิธีเดินทาง: RER A ไปสถานี Marne-la-Vallée
• คำแนะนำ: ควรซื้อบัตรล่วงหน้า
20. Latin Quarter

Latin Quarter เป็นย่านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Seine River ในเมืองปารีส ย่านนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ยุคกลาง และได้รับชื่อ “Latin Quarter” เนื่องจากในอดีตนักศึกษาและนักวิชาการมักใช้ภาษาละตินในการเรียนการสอน บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ชื่อดังอย่าง Sorbonne University ทำให้พื้นที่รอบ ๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศของนักศึกษา ร้านหนังสือเก่า คาเฟ่ และสถานที่ทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา
ถนนสายเล็ก ๆ ในย่าน Latin Quarter เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่น บิสโตร และคาเฟ่แบบฝรั่งเศสที่เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อนและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวปารีส นักท่องเที่ยวสามารถเดินสำรวจสถานที่สำคัญใกล้เคียงได้ง่าย เช่น Panthéon และ Luxembourg Gardens บรรยากาศที่คึกคัก ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่และวัฒนธรรมการอ่าน ทำให้ Latin Quarter เป็นหนึ่งในย่านที่มีเสน่ห์และเหมาะสำหรับการเดินเที่ยวสำรวจเมืองปารีสอย่างแท้จริง
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: ตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: Metro สถานี Cluny – La Sorbonne
• คำแนะนำ: เหมาะกับการเดินเที่ยวตอนเย็น
อาหารและไวน์ (Cuisine & Wine)
✦ แนะนำอาหารที่ควรลอง
เมื่อมาเที่ยว Paris นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดการลองชิมอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ร้านอาหาร บิสโตร และคาเฟ่ทั่วเมืองมักเสิร์ฟเมนูคลาสสิกที่สะท้อนวัฒนธรรมการกินของฝรั่งเศส ซึ่งเน้นวัตถุดิบคุณภาพ การปรุงอย่างพิถีพิถัน และรสชาติที่สมดุล อาหารหลายเมนูได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่การได้ลิ้มลองในปารีสซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาหารเหล่านี้ จะช่วยให้สัมผัสรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง
Croque Monsieur
Croque Monsieur เป็นแซนด์วิชสไตล์ฝรั่งเศสที่ทำจากขนมปังแผ่นสอดไส้แฮมและชีส จากนั้นนำไปอบหรือย่างจนขนมปังกรอบด้านนอกและชีสละลายด้านใน ด้านบนมักราดด้วยซอสเบชาเมลและโรยชีสเพิ่มเติมก่อนนำไปอบอีกครั้ง ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและหอมมัน เมนูนี้พบได้ทั่วไปตามคาเฟ่และบิสโตรในปารีส และเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับมื้อกลางวันแบบง่าย ๆ ของชาวฝรั่งเศส
Coq au Vin
Coq au Vin เป็นอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมที่ทำจากไก่นำไปตุ๋นกับไวน์แดงเป็นเวลานาน พร้อมด้วยเห็ด เบคอน หัวหอม และสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ไทม์และใบกระวาน การตุ๋นอย่างช้า ๆ ทำให้เนื้อไก่นุ่มและซึมซับรสชาติของไวน์และเครื่องเทศอย่างลึกซึ้ง เมนูนี้มีต้นกำเนิดจากชนบทของฝรั่งเศสและถือเป็นหนึ่งในอาหารคลาสสิกที่สะท้อนวัฒนธรรมการทำอาหารแบบฝรั่งเศสได้อย่างดี
Boeuf Bourguignon
Boeuf Bourguignon เป็นสตูว์เนื้อวัวที่มีชื่อเสียงจากแคว้นเบอร์กันดีของฝรั่งเศส เนื้อวัวจะถูกตุ๋นในไวน์แดงพร้อมกับแครอท หัวหอม เห็ด และสมุนไพร จนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและน้ำซอสที่เข้มข้น รสชาติของไวน์ช่วยเพิ่มความลึกของรสอาหาร ทำให้เมนูนี้กลายเป็นหนึ่งในอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมักเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งหรือขนมปังฝรั่งเศส
Duck Confit
Duck Confit เป็นเมนูเป็ดแบบดั้งเดิมที่ปรุงด้วยวิธีการถนอมอาหารแบบฝรั่งเศส โดยนำขาเป็ดไปหมักเกลือและสมุนไพรก่อนนำไปตุ๋นอย่างช้า ๆ ในไขมันของเป็ดเองเป็นเวลาหลายชั่วโมง วิธีการนี้ทำให้เนื้อเป็ดนุ่มมากและมีรสชาติเข้มข้น ก่อนเสิร์ฟมักนำไปทอดหรืออบให้หนังด้านนอกกรอบ เมนูนี้มักเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งหรือสลัด และเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมในร้านอาหารฝรั่งเศส
French Onion Soup
French Onion Soup เป็นซุปหัวหอมที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ทำจากหัวหอมที่ผัดจนหวานและหอม จากนั้นนำไปเคี่ยวกับน้ำซุปเนื้อและไวน์เล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ก่อนเสิร์ฟจะวางขนมปังบาแก็ตบนหน้าซุปและโรยชีส จากนั้นนำไปอบจนชีสละลายและเป็นสีทอง ซุปชนิดนี้มีรสชาติหวานกลมกล่อมและมักเสิร์ฟร้อน ๆ ในร้านอาหารหรือบิสโตรทั่วปารีส ถือเป็นอาหารคลาสสิกที่เหมาะกับการลองชิมเมื่อมาเยือนเมืองนี้
✦ แนะนำขนมที่ควรลอง
เมือง Paris ถือเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวาน เพราะเต็มไปด้วยร้านเบเกอรี่ (Boulangerie) และร้านขนมหวาน (Pâtisserie) ที่มีชื่อเสียงมากมาย ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ ตามถนนไปจนถึงร้านระดับโลก ขนมฝรั่งเศสขึ้นชื่อเรื่องความประณีต รสชาติที่สมดุล และการตกแต่งที่สวยงาม นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปารีสมักจะไม่พลาดการลองชิมขนมเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารของฝรั่งเศส
Croissant
Croissant เป็นขนมอบที่มีลักษณะเป็นชั้นแป้งบาง ๆ ซ้อนกันหลายชั้น ทำให้มีเนื้อสัมผัสกรอบด้านนอกและนุ่มด้านใน กลิ่นหอมของเนยสดเป็นเอกลักษณ์ของครัวซองต์แบบฝรั่งเศสแท้ ๆ ขนมชนิดนี้มักรับประทานเป็นอาหารเช้าคู่กับกาแฟหรือโกโก้ร้อน และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านเบเกอรี่ทั่วปารีส โดยร้านหลายแห่งจะอบครัวซองต์สดใหม่ทุกเช้า
Macaron
Macaron เป็นขนมหวานขนาดเล็กสีสันสดใสที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทำจากเมอแรงก์ผสมผงอัลมอนด์และน้ำตาล ก่อนนำไปอบจนได้เปลือกที่กรอบเล็กน้อยและเนื้อในที่นุ่ม จากนั้นประกบด้วยไส้ครีมหรือกานาชหลากหลายรสชาติ เช่น ช็อกโกแลต วานิลลา ราสป์เบอร์รี หรือพิสตาชิโอ ร้านขนมในปารีสมักจัดวางมาการองอย่างสวยงาม ทำให้กลายเป็นของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
Crème Brûlée
Crème Brûlée เป็นขนมหวานแบบคัสตาร์ดที่มีเนื้อเนียนนุ่ม ทำจากไข่แดง ครีม และวานิลลา ด้านบนโรยน้ำตาลแล้วนำไปเผาไฟจนกลายเป็นชั้นคาราเมลแข็ง เมื่อใช้ช้อนเคาะด้านบนจะได้ยินเสียงกรอบก่อนจะตักลงไปถึงเนื้อคัสตาร์ดที่นุ่มละมุนด้านล่าง ความแตกต่างของเนื้อสัมผัสระหว่างชั้นคาราเมลกรอบกับคัสตาร์ดเนียนนุ่มทำให้ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมในร้านอาหารและร้านขนมทั่วปารีส
Éclair
Éclair เป็นขนมชูว์ทรงยาวที่ทำจากแป้งชูว์อบจนพอง จากนั้นสอดไส้ครีมด้านใน เช่น คัสตาร์ดครีม วานิลลา หรือช็อกโกแลต ด้านบนมักเคลือบด้วยช็อกโกแลตกานาชหรือไอซิงหวาน ๆ ร้านขนมในปารีสหลายแห่งยังสร้างสรรค์เอแคลร์รสชาติใหม่ ๆ เช่น กาแฟ คาราเมล หรือผลไม้ ทำให้ขนมชนิดนี้มีความหลากหลายและได้รับความนิยมอย่างมาก
Tarte Tatin
Tarte Tatin เป็นทาร์ตแอปเปิลสไตล์ฝรั่งเศสที่มีเอกลักษณ์ตรงวิธีการทำแบบ “กลับด้าน” โดยนำแอปเปิลไปเคี่ยวกับน้ำตาลและเนยจนเกิดคาราเมล ก่อนปิดด้วยแป้งทาร์ตแล้วนำไปอบ เมื่ออบเสร็จจึงคว่ำออกจากพิมพ์ ทำให้แอปเปิลคาราเมลอยู่ด้านบน รสชาติหวานหอมและมีกลิ่นเนยเข้มข้น มักเสิร์ฟคู่กับครีมหรือไอศกรีมวานิลลา และถือเป็นหนึ่งในขนมคลาสสิกของฝรั่งเศสที่นักท่องเที่ยวควรลอง
✦ แนะนำไวน์และเครื่องดื่มที่ควรลอง
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตไวน์ที่สำคัญที่สุดของโลก และใน Paris นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองไวน์จากหลากหลายภูมิภาคของประเทศได้ตามร้านอาหาร บาร์ไวน์ และคาเฟ่ทั่วเมือง การดื่มไวน์หรือกาแฟในปารีสไม่ใช่เพียงแค่การดื่มเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสที่เน้นการผ่อนคลายและการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ
Bordeaux Wine
Bordeaux Wine เป็นไวน์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากแคว้นบอร์โดซ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ไวน์แดงจากภูมิภาคนี้มักทำจากองุ่นหลายสายพันธุ์ เช่น Cabernet Sauvignon และ Merlot ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น ซับซ้อน และมีกลิ่นหอมของผลไม้เข้มอย่างแบล็กเคอร์แรนต์และพลัม ไวน์บอร์โดซ์มักเสิร์ฟคู่กับอาหารจานเนื้อ เช่น สเต๊กหรือเนื้อตุ๋น และสามารถพบได้ในร้านอาหารและบาร์ไวน์หลายแห่งในปารีส
Burgundy Wine
Burgundy Wine หรือไวน์จากแคว้นเบอร์กันดีเป็นอีกหนึ่งไวน์ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะไวน์แดงจากองุ่น Pinot Noir และไวน์ขาวจากองุ่น Chardonnay ไวน์จากภูมิภาคนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสมดุลของรสชาติและกลิ่นหอมที่ละเอียดอ่อน เช่น กลิ่นผลไม้แดง ดอกไม้ หรือกลิ่นไม้โอ๊ก ไวน์เบอร์กันดีมักจับคู่กับอาหารฝรั่งเศสได้ดี และเป็นที่นิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมในปารีส
Champagne
Champagne เป็นไวน์สปาร์กลิงที่ผลิตจากแคว้นแชมเปญทางตอนเหนือของฝรั่งเศส และเป็นเครื่องดื่มที่มักเกี่ยวข้องกับการเฉลิมฉลองหรือโอกาสพิเศษ ฟองละเอียดและรสชาติสดชื่นทำให้แชมเปญเป็นไวน์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปารีสมักจะลองดื่มแชมเปญในร้านอาหารหรือบาร์หรู ๆ เพื่อสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกของเมืองแห่งนี้
Café au Lait
Café au Lait เป็นกาแฟผสมนมร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในช่วงอาหารเช้า กาแฟชนิดนี้มักเสิร์ฟในถ้วยขนาดใหญ่และมีรสชาติกลมกล่อมจากการผสมกาแฟดำกับนมร้อนอย่างลงตัว ชาวปารีสมักนั่งดื่ม Café au Lait คู่กับครัวซองต์หรือขนมปังบาแก็ตในคาเฟ่ริมถนน ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองปารีส
Kir Royale
Kir Royale เป็นค็อกเทลสไตล์ฝรั่งเศสที่ทำจากแชมเปญผสมกับลิเคอร์แบล็กเคอร์แรนต์ (Crème de Cassis) ทำให้ได้สีแดงม่วงสวยงามและรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เครื่องดื่มชนิดนี้มักเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนมื้ออาหารในร้านอาหารหรือบาร์ของฝรั่งเศส Kir Royale มีความหรูหราและดื่มง่าย จึงเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่นักท่องเที่ยวควรลองเมื่อมาเยือนปารีส
เทศกาลและวัฒนธรรม
เมือง Paris ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของยุโรปที่มีเทศกาลและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งปี เทศกาลเหล่านี้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิถีชีวิตของชาวฝรั่งเศส ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศของเมืองได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
Bastille Day
Bastille Day จัดขึ้นทุกวันที่ 14 กรกฎาคม เพื่อเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสคือ Storming of the Bastille ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ French Revolution ในวันดังกล่าวจะมีขบวนพาเหรดทางทหารขนาดใหญ่บนถนน Champs-Élysées และในช่วงค่ำจะมีการแสดงดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่บริเวณ Eiffel Tower ทำให้บรรยากาศทั่วเมืองเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองและความภาคภูมิใจของชาวฝรั่งเศส
Paris Fashion Week
Paris Fashion Week เป็นหนึ่งในงานแฟชั่นที่สำคัญที่สุดของโลก จัดขึ้นปีละสองครั้ง โดยเป็นเวทีที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกนำเสนอคอลเลกชันใหม่ นักออกแบบชื่อดัง นางแบบ และคนในวงการแฟชั่นจากทั่วโลกจะเดินทางมาร่วมงาน ทำให้ปารีสกลายเป็นศูนย์กลางของแฟชั่นระดับสากลในช่วงเวลานั้น
Nuit Blanche
Nuit Blanche เป็นเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่จัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี โดยพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และสถานที่สำคัญหลายแห่งในปารีสจะเปิดให้เข้าชมตลอดทั้งคืน พร้อมกับการจัดแสดงศิลปะ การแสดงแสงสี และกิจกรรมสร้างสรรค์ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วเมือง เทศกาลนี้ช่วยให้ผู้คนได้สัมผัสศิลปะในรูปแบบใหม่และสร้างบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนในปารีส
Fête de la Musique
Fête de la Musique จัดขึ้นทุกวันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของยุโรป ในวันนั้นนักดนตรีทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นจะออกมาแสดงดนตรีตามถนน สวนสาธารณะ และจัตุรัสต่าง ๆ ทั่วเมือง Paris ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงดนตรีหลากหลายแนว ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกไปจนถึงป๊อปและแจ๊ส เทศกาลนี้เป็นกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมการใช้พื้นที่สาธารณะของชาวฝรั่งเศสได้อย่างดี
วิธีการเดินทาง (How to Get There)
การเดินทางในปารีส ถือว่าสะดวกและมีประสิทธิภาพมาก เพราะเมืองมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ หรือแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ระบบขนส่งหลักของปารีสประกอบด้วยรถไฟใต้ดิน รถไฟชานเมือง รถบัส และการเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน
รถไฟใต้ดิน (Metro)
Paris Métro เป็นระบบขนส่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปารีส มีมากกว่า 16 สายและสถานีกว่า 300 แห่ง ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้อย่างสะดวก เช่น Louvre Museum หรือ Arc de Triomphe รถไฟใต้ดินมีความถี่ในการให้บริการสูง โดยปกติรถจะมาทุก ๆ 2–5 นาที ทำให้เป็นวิธีเดินทางที่รวดเร็วและประหยัดเวลา
รถไฟชานเมือง (RER)
RER เป็นรถไฟที่เชื่อมต่อใจกลางเมืองปารีสกับพื้นที่ชานเมืองและเมืองใกล้เคียง เช่น Disneyland Paris และ Palace of Versailles รถไฟ RER มีความเร็วสูงกว่ารถไฟใต้ดินและเหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล โดยมีหลายสายที่ผ่านสถานีสำคัญในใจกลางเมือง
รถบัส (Bus)
เครือข่ายรถบัสในปารีสดำเนินการโดย RATP Group และมีเส้นทางครอบคลุมทั่วเมือง ข้อดีของการนั่งรถบัสคือสามารถชมวิวเมืองระหว่างทางได้ เช่น ถนนสายสำคัญอย่าง Champs-Élysées แม้ว่าอาจใช้เวลานานกว่ารถไฟใต้ดิน แต่ก็เป็นวิธีที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมบรรยากาศของเมือง
จักรยาน (Bike Sharing)
ปารีสมีระบบจักรยานสาธารณะที่เรียกว่า Vélib’ ซึ่งมีสถานีให้เช่าจักรยานกระจายอยู่ทั่วเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานเพื่อปั่นเที่ยวตามแม่น้ำ Seine River หรือสวนสาธารณะต่าง ๆ เช่น Luxembourg Gardens วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบสบาย ๆ และใกล้ชิดกับบรรยากาศของเมือง
การเดินเท้า (Walking)
ย่านท่องเที่ยวหลายแห่งในปารีสอยู่ไม่ไกลกันมาก เช่นบริเวณ Latin Quarter หรือริมแม่น้ำ Seine River การเดินเท้าจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรม ร้านกาแฟเล็ก ๆ และถนนเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ของเมืองได้อย่างเต็มที่
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยว
เมืองปารีส สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะแต่ละฤดูกาลมีบรรยากาศและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนมากที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากอากาศกำลังสบาย ผู้คนไม่หนาแน่นเกินไป และเหมาะกับการเดินเที่ยวชมเมือง
ฤดูใบไม้ผลิ (Spring: มีนาคม – พฤษภาคม)
ฤดูใบไม้ผลิถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในการเที่ยวปารีส อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ดอกไม้ในสวนสาธารณะเริ่มบานสะพรั่ง โดยเฉพาะในสถานที่อย่าง Luxembourg Gardens และ Tuileries Garden บรรยากาศทั่วเมืองสดใสและเหมาะสำหรับการเดินเล่นริมแม่น้ำ Seine River หรือจิบกาแฟในคาเฟ่กลางแจ้ง
ฤดูร้อน (Summer: มิถุนายน – สิงหาคม)
ฤดูร้อนเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดใน Paris เพราะอากาศอบอุ่นและมีกิจกรรมกลางแจ้งจำนวนมาก เช่น เทศกาลดนตรี Fête de la Musique และการแสดงดอกไม้ไฟในวันชาติฝรั่งเศส Bastille Day อย่างไรก็ตาม สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Eiffel Tower และ Louvre Museum มักจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงนี้
ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn: กันยายน – พฤศจิกายน)
ฤดูใบไม้ร่วงเป็นอีกช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยว เนื่องจากอากาศเย็นสบายและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ใบไม้ตามสวนสาธารณะและถนนสายต่าง ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและส้ม ทำให้เมืองมีบรรยากาศโรแมนติกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในย่านเก่าแก่ เช่น Montmartre
ฤดูหนาว (Winter: ธันวาคม – กุมภาพันธ์)
แม้ว่าอากาศจะค่อนข้างหนาว แต่ฤดูหนาวก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Christmas ที่เมืองจะเต็มไปด้วยไฟประดับและตลาดคริสต์มาสตามถนนสายสำคัญ เช่น Champs-Élysées นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยกว่าฤดูอื่น ทำให้สามารถเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ ได้อย่างสบายมากขึ้น
เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว (Travel Tips)
การเที่ยว Paris ให้สนุกและราบรื่นมากขึ้น นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวและรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเดินทาง วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตในเมือง เพราะปารีสเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีผู้มาเยือนจำนวนมากในแต่ละปี เคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การเที่ยวเมืองแห่งนี้สะดวกและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
วางแผนซื้อตั๋วสถานที่ท่องเที่ยวล่วงหน้า
สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในปารีสมักมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Eiffel Tower และ Louvre Museum การซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ทางการจะช่วยประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการต่อคิวยาว นอกจากนี้ยังสามารถเลือกช่วงเวลาเข้าชมที่เหมาะสมได้อีกด้วย
ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้คุ้มค่า
ระบบขนส่งของปารีส เช่น Paris Métro และ RER สามารถพาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้เกือบทั้งหมด นักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวหลายแห่งในหนึ่งวันอาจพิจารณาซื้อตั๋วแบบรายวันหรือบัตรโดยสารแบบหลายเที่ยว เพื่อช่วยประหยัดค่าเดินทาง
ระวังกระเป๋าและทรัพย์สินส่วนตัว
เนื่องจากปารีสเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ จึงอาจมีมิจฉาชีพในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน เช่น บริเวณ Champs-Élysées หรือใกล้ Notre-Dame Cathedral นักท่องเที่ยวควรเก็บกระเป๋าและของมีค่าให้มิดชิด และหลีกเลี่ยงการวางของสำคัญไว้ในกระเป๋าด้านหลัง
ลองสัมผัสวัฒนธรรมคาเฟ่ของปารีส
การนั่งจิบกาแฟหรือไวน์ในคาเฟ่เล็ก ๆ ริมถนนเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวปารีส นักท่องเที่ยวสามารถเลือกคาเฟ่ในย่านบรรยากาศดี เช่น Montmartre หรือ Latin Quarter เพื่อพักผ่อนและชมบรรยากาศเมืองอย่างสบาย ๆ
เรียนรู้คำภาษาฝรั่งเศสพื้นฐานเล็กน้อย
แม้ว่าหลายคนในปารีสจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่การทักทายหรือกล่าวคำสุภาพเป็นภาษาฝรั่งเศส เช่น “Bonjour” (สวัสดี) หรือ “Merci” (ขอบคุณ) จะช่วยสร้างความประทับใจและทำให้การสื่อสารกับคนท้องถิ่นเป็นมิตรยิ่งขึ้น การแสดงความสุภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมฝรั่งเศส
• คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ไปเที่ยวปารีส (Paris) ช่วงไหนดี?
ช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองปารีส คือ ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–มิถุนายน) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม) เพราะอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เหมาะกับการเดินเที่ยวชมเมือง นั่งคาเฟ่ หรือถ่ายรูปตามแลนด์มาร์กต่าง ๆ อย่าง หอไอเฟล ได้แบบชิล ๆ อีกทั้งนักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่นเท่าช่วงฤดูร้อน ทำให้เที่ยวได้สะดวกมากขึ้น
ถ้าชอบบรรยากาศสดใส ดอกไม้บาน แนะนำไปช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม ส่วนใครอยากได้ฟีลโรแมนติก ใบไม้เปลี่ยนสี โทนสวย ๆ เหมาะกับการถ่ายรูป ต้องมาเที่ยวปารีสในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม จะตอบโจทย์ที่สุด
Q2: เที่ยวปารีส (Paris) กี่วันดี?
โดยทั่วไปแนะนำมาเที่ยวในเมืองปารีส 3–5 วัน กำลังพอดีสำหรับการเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ สามารถเก็บแลนด์มาร์กสำคัญได้ครบ เช่น หอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ล่องเรือชมวิวตามแม่น้ำแซน พร้อมมีเวลาเดินเล่นตามสถานที่เที่ยวในปารีสย่านต่าง ๆ อย่างการนั่งคาเฟ่ หรือช้อปปิ้งแบบสบาย ๆ
และถ้ามีเวลาเที่ยวในปารีส 3 วัน จะเหมาะกับการเก็บจุดไฮไลต์หลักแบบกระชับ แต่ถ้า 4–5 วัน จะเที่ยวรอบปารีสได้ลึกขึ้น เช่น เข้าพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง หรือจัดทริปไปนอกเมืองอย่าง พระราชวังแวร์ซายส์ ได้ด้วย ทำให้ทริปการเที่ยวปารีสครบและไม่เหนื่อยจนเกินไป
Q3: เที่ยวในเมืองปารีส ใช้เงินอะไร?
ปารีสใช้สกุลเงิน ยูโร (€) ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของหลายประเทศในยุโรป นักท่องเที่ยวสามารถใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต/เดบิตได้อย่างสะดวก โดยร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และแหล่งช้อปปิ้งส่วนใหญ่ในปารีสรองรับบัตรแทบทั้งหมด
หากมาเที่ยวในเมืองปารีส แนะนำให้พกเงินสดติดตัวเล็กน้อย (ประมาณ 50–100 ยูโร/วัน) สำหรับร้านเล็ก ๆ ตลาด หรือค่าห้องน้ำสาธารณะ และควรแลกเงินจากไทยไปบางส่วนล่วงหน้า หรือกดเงินจากตู้ ATM ในฝรั่งเศสก็ได้ นอกจากนี้ควรเลือกบัตรที่ไม่มีค่าธรรมเนียมต่างประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายระหว่างทริปได้มากขึ้น
Q4: ไปเที่ยวปารีส ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ก่อนเดินทางมาเที่ยวกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ควรเตรียมเอกสารและของจำเป็นให้ครบ เพื่อให้ทริปราบรื่นและไม่สะดุด โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ พาสปอร์ตที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน และวีซ่า Schengen รวมถึงเอกสารประกอบ เช่น ตั๋วเครื่องบินขาไป-กลับ ใบจองที่พัก และประกันการเดินทาง ซึ่งบางครั้งอาจถูกขอตรวจที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
ในส่วนของการใช้ชีวิตในปารีส แนะนำให้เตรียมเงินยูโร (€) ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต/เดบิต, ซิมอินเทอร์เน็ตหรือ eSIM สำหรับใช้งานแผนที่และติดต่อสื่อสาร, และปลั๊กแปลงไฟแบบยุโรป (Type C/E) นอกจากนี้ควรจัดเสื้อผ้าให้เหมาะกับฤดูกาล เช่น เสื้อโค้ทในหน้าหนาว หรือเสื้อบางในช่วงใบไม้ผลิ–ร้อน พร้อมรองเท้าที่ใส่เดินสบาย เพราะต้องเดินเที่ยวค่อนข้างเยอะในเมือง
สุดท้าย แนะนำให้พกของใช้เล็กๆ ที่ช่วยให้ทริปสะดวกขึ้น เช่น กระเป๋ากันขโมย ยาประจำตัว และแอปที่จำเป็น เช่น แผนที่หรือแปลภาษา จะช่วยให้การท่องเที่ยวในปารีสง่ายและสบายใจมากขึ้น
Q5: อินเทอร์เน็ตที่ปารีส ควรใช้อย่างไรดี?
หากเดินทางมาเที่ยวที่ปารีส แนะนำให้ใช้ ซิมยุโรปหรือ eSIM จะสะดวกและเสถียรกว่า Wi-Fi สาธารณะ เพราะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทันทีตั้งแต่ลงเครื่อง ไม่ต้องหาสัญญาณให้เสียเวลา เหมาะสำหรับใช้ดูแผนที่ เรียกรถ เช็กเส้นทางด้วย Google Maps หรือแปลภาษาผ่าน Google Translate ระหว่างเดินทาง
ข้อดีของ eSIM คือไม่ต้องเปลี่ยนซิมจริง แค่สแกน QR ก็ใช้งานได้เลย ส่วนซิมแบบปกติจะเหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว หรือเดินทางหลายประเทศในโซน Schengen ซึ่งส่วนใหญ่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ข้ามประเทศโดยไม่มีค่าโรมมิ่งเพิ่ม
แม้ในปารีสจะมี Wi-Fi ฟรีตามโรงแรม คาเฟ่ และบางพื้นที่สาธารณะ แต่สัญญาณอาจไม่เสถียรและมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย จึงแนะนำให้ใช้เป็นตัวเสริมมากกว่าหลัก และควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมสำคัญผ่าน Wi-Fi สาธารณะเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลด้วย
Q6: เที่ยวปารีสครั้งแรก ควรเริ่มเที่ยวจากที่ไหนดี?
สำหรับมือใหม่ที่อยากเที่ยวปารีสด้วยตัวเอง แนะนำให้เริ่มจากแลนด์มาร์กหลักใจกลางเมืองก่อน เพื่อทำความรู้จักบรรยากาศของปารีส เช่น หอไอเฟล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จากนั้นสามารถเดินเล่นต่อไปยังแม่น้ำแซน เพื่อชมวิวเมืองแบบชิล ๆ หรือแวะถ่ายรูปตามจุดสวย ๆ ระหว่างทาง
ต่อมาแนะนำให้ไปโซนพิพิธภัณฑ์และย่านสำคัญ เช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และแหล่งช้อปปิ้ง ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้ง่ายด้วย Paris Métro
เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับเมืองปารีสแล้ว ค่อยขยายทริปไปย่านอื่น ๆ เช่น มงมาร์ต หรือวางแผนเที่ยวรอบนอกอย่าง พระราชวังแวร์ซายส์ วิธีนี้จะช่วยให้การเที่ยวปารีสครั้งแรกเป็นระบบ ไม่หลงทาง และเก็บไฮไลต์ได้ครบแบบไม่เหนื่อยเกินไป
Voyageuse Épanouie
Voyageuse passionnée par la France, je partage mes expériences, coups de cœur et inspirations pour explorer la beauté du voyage et de la vie.
