Top
มาร์แซย์ (Marseille)

มาร์แซย์ (Marseille) เมืองท่าที่เก่าแก่ที่สุดและมีชีวิตชีวาที่สุดของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคโปรวองซ์–แอปโพ–โกตดาซูร์ (Provence–Alpes–Côte d’Azur) ที่ผสานประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปี เข้ากับบรรยากาศเมืองใหญ่ที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

เมืองแห่งนี้ ก่อตั้งโดยชาวกรีกจากฟอคีอา (Phocaea) ในราวปี 600 ก่อนคริสต์ศักราช เมืองนี้เป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าระหว่างยุโรปเหนือและโลกเมดิเตอร์เรเนียนมานานหลายศตวรรษ จนกลายเป็นทั้งศูนย์กลางวัฒนธรรม ผสานกลิ่นอายจากยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

ทุกย่านของมาร์แซย์เต็มไปด้วยเรื่องราว ตั้งแต่ท่าเรือเก่า Vieux-Port ที่ยังคงคึกคัก ย่านลวดลายสีสัน Le Panier ไปจนถึง มหาวิหาร Notre-Dame de la Garde ที่ตั้งตระหง่านเป็นหัวใจทางจิตวิญญาณของเมือง และภูมิประเทศที่ล้อมรอบด้วยอ่าวสีน้ำเงินและจุดชมวิวธรรมชาติที่งดงามล้ำ เช่น Calanques National Park ที่ทำให้เมืองนี้ไม่เพียงแต่มีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังโดดเด่นด้วยชีวิตริมทะเลแบบเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์แท้จริง

ปัจจุบัน มาร์แซย์ยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การขนส่ง และวัฒนธรรมในยุโรปใต้ จากท่าเรือที่เป็นหนึ่งในท่าเรือหลักของยุโรป ไปจนถึงกิจกรรมดนตรี เทศกาล และนักสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่ทำให้เมืองแห่งนี้ยังคงเติบโตและดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก

ทำไมต้องไปเที่ยวมาร์แซย์? (Why Visit Marseille?)

  • เมืองเก่าแก่กว่า 2,600 ปี – มาร์แซย์ก่อตั้งโดยชาวกรีกจากเมืองโฟเซอา (Phocaea) ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล ในชื่อ Massalia ทำให้มาร์แซย์เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส และมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน
  • สัมผัสเสน่ห์เมืองท่าริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนVieux-Port (ท่าเรือเก่า) คือหัวใจทางประวัติศาสตร์และหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง รายล้อมด้วยร้านอาหาร ตลาดปลา เรือท่องเที่ยว และบรรยากาศริมทะเลที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวมาร์แซย์ได้อย่างชัดเจน
  • ธรรมชาติสวยงามไม่แพ้เมืองชายฝั่งอื่นของฝรั่งเศส – มาร์แซย์เป็นประตูสู่ Parc national des Calanques ซึ่งมีหน้าผาหินปูน อ่าวน้ำทะเลสีฟ้าใส และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผสมผสานการเที่ยวเมืองกับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินป่า ชมวิว และล่องเรือ
  • เมืองใหญ่อันดับ 2 ของฝรั่งเศสตามจำนวนประชากรในเขตเทศบาล – มาร์แซย์มีประชากรประมาณ 886,040 คน ตามข้อมูล INSEE ปี 2023 จึงเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งแหล่งท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร และย่านประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากเมืองอื่นของฝรั่งเศส

เลือกอ่านหัวข้อที่น่าสนใจ

เกี่ยวกับเมืองมาร์แซย์ (About Marseille)

ประวัติความเป็นมาของเมืองมาร์แซย์ (History Of Marseille)

Marseille ถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่อาศัยต่อเนื่องยาวนานที่สุดในยุโรป ด้วยอายุกว่า 2,600 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งในยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวของเมืองนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอารยธรรมหลายยุคสมัยอย่างน่าทึ่ง
 
การก่อตั้งยุคโบราณ
เมืองมาร์แซย์เริ่มต้นเป็นเมืองท่ากรีกโบราณชื่อ Massalia ก่อตั้งขึ้นประมาณราวปี 600 ก่อนคริสต์ศักราช โดยชาวกรีกจากเมือง Phocaea (ปัจจุบันคือตัวเมือง Foça ในตุรกี) ซึ่งเลือกทำเลนี้เพราะเป็นอ่าวธรรมชาติที่เหมาะสำหรับเรือและการค้าทางทะเล ซึ่งเมืองนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์การค้าและจุดเชื่อมต่อทางทะเล ระหว่างภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตอนตะวันตกกับยุโรปตอนเหนือ ช่วยให้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญตั้งแต่ยุคโบราณ
 
ยุคโรมันและยุคกลาง
ในช่วงยุคโรมัน มาร์แซย์ (หรือ Massilia ในภาษาละติน) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสาธารณรัฐโรมันและยังคงรักษาอิทธิพลทางการค้า แม้จะเสียอิสรภาพต่อโรมันหลังเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) แต่เมืองยังคงเป็นพอร์ตที่สำคัญต่อไป หลังจากยุคโรมัน เมืองนี้ผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ รวมถึงการตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกวิซิกอธ (Visigoths) แต่ก็ยังคงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้า แม้จะเคยถูกทำลายครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 8 โดยกองกำลังต่างชาติ
 
ยุคโมเดิร์นที่มีการเข้าร่วมกับฝรั่งเศส
ในยุคกลางตอนปลาย มาร์แซย์ยังคงมีสถานะทางการปกครองเป็นอิสระและระบุอำนาจท้องถิ่นไว้แน่นหนา แม้ในที่สุดแคว้นโปรวองซ์ (Provence) จะเข้าร่วมกับราชอาณาจักรฝรั่งเศส (Kingdom of France) ในศตวรรษที่ 15 เมืองมาร์แซย์ก็ยังรักษาบางสิทธิพิเศษและสภาพพิเศษของตนไว้ โดยช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงที่เมืองขยายตัวอย่างมากจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการค้าโลก โดย ท่าเรือมาร์แซย์ กลายเป็นหนึ่งในท่าเรือที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศสและยุโรป
 
เมืองท่าคลาสสิกสู่มหานครร่วมสมัย
ตลอดศตวรรษที่ 20 และ 21 มาร์แซย์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานเมือง โครงการฟื้นฟูเมืองอย่าง Euroméditerranée ได้เปลี่ยนแปลงบริเวณใจกลางเมืองให้ทันสมัยมากขึ้น และทำให้เมืองนี้มีส่วนผสมของสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสมัยใหม่อย่างลงตัว นอกจากนี้มาร์แซย์ยังได้รับการยกย่องในระดับยุโรป เช่น การเป็นเมืองหลวงวัฒนธรรมยุโรป (European Capital of Culture) ในปี 2013 ซึ่งยิ่งตอกย้ำบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

 

สถานที่ท่องเที่ยวเมืองมาร์แซย์ (Top Attractions)

1. Vieux-Port de Marseille (ท่าเรือเก่าของเมืองมาร์แซย์)

Vieux-Port คือหัวใจที่เต้นแผ่วเบาแต่มั่นคงของมาร์แซย์มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ อ่าวเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยอาคารสีอ่อนและท่าเรือเรียงรายด้วยเสากระโดงเรือ สะท้อนภาพเมืองท่าที่ทั้งเก่าแก่และมีชีวิตชีวาในคราวเดียวกัน ยามเช้า แสงแดดอุ่น ๆ ตกกระทบผิวน้ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งคลอไปกับตลาดปลาสดที่ยังคงวิถีดั้งเดิมของชาวประมง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนได้สัมผัสจังหวะชีวิตจริงของเมืองนี้

พอตกบ่ายจนถึงเย็น บรรยากาศจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความละมุนของแสงสีทองสะท้อนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คาเฟ่และร้านอาหารริมท่าเรือเริ่มคึกคัก ผู้คนออกมานั่งพูดคุย รับลมทะเล และปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไม่เร่งรีบ ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดชมวิวหรือแลนด์มาร์กสำคัญ แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เข้าใจว่าเหตุใดมาร์แซย์จึงมีเสน่ห์ เพราะทุกช่วงเวลาที่ Vieux-Port ล้วนเต็มไปด้วยชีวิต ความทรงจำ และกลิ่นอายของทะเลที่ไม่มีวันเลือนหาย

• ที่ตั้ง: Vieux-Port, 13001 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
• วิธีเดินทาง: Metro สาย M1 ลงสถานี Vieux-Port
• คำแนะนำ: ควรมาช่วงเย็นเพื่อชมพระอาทิตย์ตก และลองชิม bouillabaisse เมนูขึ้นชื่อของเมือง

 

2. Notre-Dame de la Garde (มหาวิหารนอเทรอดามเดอลาการ์ด)

โบสถ์สัญลักษณ์ของเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงที่สุดของมาร์แซย์ ราวกับคอยเฝ้ามองเมืองและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาตลอดหลายศตวรรษ จากด้านบนสามารถมองเห็นวิวแบบพาโนรามาทั้งท่าเรือเก่า หลังคาอาคารสีอ่อนเรียงราย และเส้นขอบฟ้าที่บรรจบกับผืนน้ำสีคราม ภาพตรงหน้านั้นทำให้หลายคนเข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสตอนใต้

ภายในโบสถ์ตกแต่งอย่างวิจิตรในสไตล์ไบแซนไทน์ (Byzantine) โดดเด่นด้วยโมเสกสีทอง แสงเทียนนุ่ม ๆ และบรรยากาศสงบที่ตัดกับความคึกคักของเมืองเบื้องล่าง บนยอดโดมมีรูปปั้นพระแม่มารีสีทองส่องประกาย ซึ่งชาวเมืองเรียกอย่างอบอุ่นว่า “La Bonne Mère” หรือ “แม่ผู้ปกป้อง” สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงแลนด์มาร์กท่องเที่ยว แต่ยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาและหัวใจทางจิตวิญญาณของมาร์แซย์อย่างแท้จริง

• ที่ตั้ง: Domaine Notre Dame de la Garde, Rue Fort du Sanctuaire, 13006 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: ประมาณ 07:00–18:30 (อาจขยายเวลาในฤดูร้อน)
• วิธีเดินทาง: รถบัสสาย 60 จากท่าเรือ / แท็กซี่ / รถไฟท่องเที่ยว
• คำแนะนำ: ไปช่วงเช้าจะได้วิวชัดและคนไม่เยอะ

 

3. Parc national des Calanques (อุทยานแห่งชาติคาล็องก์)

อุทยานแห่งชาติที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ธรรมชาติของมาร์แซย์ โดดเด่นด้วยแนวหน้าผาหินปูนสีขาวที่ตัดกับผืนน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีเทอร์ควอยซ์อย่างงดงาม ภูมิประเทศที่เว้าแหว่งเป็นอ่าวเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่า “คาล็องก์” (calanques) ทำให้ที่นี่มีทัศนียภาพแปลกตาและสวยราวภาพวาด โดยเฉพาะในวันที่แสงแดดสะท้อนผิวน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ

สำหรับผู้ที่รักกิจกรรมกลางแจ้ง ที่นี่คือสวรรค์ของการเดินป่า พายเรือคายัค และล่องเรือสำรวจชายฝั่ง เส้นทางเดินหลายระดับเปิดโอกาสให้ชมวิวทะเลจากมุมสูง ขณะที่บางอ่าวเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนและว่ายน้ำในบรรยากาศธรรมชาติแท้ ๆ Parc national des Calanques จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความยิ่งใหญ่และความสงบของธรรมชาติฝรั่งเศสตอนใต้อย่างแท้จริง

• ที่ตั้ง: Parc national des Calanques, 13008 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ฟรี (กิจกรรม/ทัวร์มีค่าใช้จ่าย)
• เวลาเปิด: เปิดตลอดปี แต่บางเส้นทางอาจปิดช่วงเสี่ยงไฟป่า (ฤดูร้อน)
• วิธีเดินทาง: รถบัสไปจุดเริ่มเส้นทางเดินป่า / รถยนต์ส่วนตัว / ทัวร์เรือจาก Vieux-Port
• คำแนะนำ: ควรใส่รองเท้าเดินป่าที่เหมาะสม พกน้ำดื่ม และตรวจสอบสถานะเส้นทางก่อนเข้า

 

4. Château d’If (ป้อมปราการชาโตว์ ดิฟ)

ป้อมปราการหินสีอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างจากชายฝั่งมาร์แซย์เพียงไม่กี่กิโลเมตร เดิมทีสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพื่อใช้เป็นป้อมป้องกันเมือง ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นเรือนจำที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและโดดเดี่ยว ทำเลที่ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลทุกด้านทำให้ที่นี่แทบเป็นคุกธรรมชาติ ผู้ต้องขังยากจะหลบหนีได้

ชื่อเสียงของป้อมปราการ Château d’If โด่งดังไปทั่วโลกจากนวนิยายเรื่อง The Count of Monte Cristo ของ Alexandre Dumas ซึ่งทำให้ภาพของคุกกลางทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับและโรแมนติกในแบบวรรณกรรม เมื่อได้เดินสำรวจห้องขัง กำแพงหินหนา และจุดชมวิวที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ทั้งความเงียบสงบและความหนักแน่นของประวัติศาสตร์ที่ยังคงฝังอยู่ในทุกมุมของเกาะแห่งนี้

• ที่ตั้ง: Embarcadère Frioul If, 1 Quai de la Fraternité, 13001 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ประมาณ €6–€7 (ไม่รวมค่าเรือ)
• เวลาเปิด: 10:00–17:00 (ขึ้นอยู่กับฤดูกาล)
• วิธีเดินทาง: เรือจาก Vieux-Port ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
• คำแนะนำ: ลมแรงอาจงดเดินเรือ ควรเช็กตารางล่วงหน้า

 

5. MuCEM (พิพิธภัณฑ์อารยธรรมยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน)

MuCEM (Museum of European and Mediterranean Civilizations) หรือพิพิธภัณฑ์อารยธรรมยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ความร่วมสมัยของมาร์แซย์ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมลวดลายตาข่ายคอนกรีตสีเข้มที่โอบล้อมตัวอาคารไว้ราวกับผืนลูกไม้ เมื่อแสงแดดส่องผ่านโครงสร้างนี้ จะเกิดเงาทอดทับอย่างงดงาม สร้างบรรยากาศที่ทั้งทันสมัยและกลมกลืนกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเบื้องหน้า ทำให้ที่นี่ไม่ใช่เพียงพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ริมทะเล

ภายในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกหนึ่งไฮไลต์คือทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมตัวอาคารหลักไปยังป้อมประวัติศาสตร์ Fort Saint-Jean ซึ่งเปิดมุมมองทะเลและท่าเรือได้อย่างน่าประทับใจ MuCEM จึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างอดีตกับปัจจุบันของมาร์แซย์ได้อย่างงดงามลงตัว

• ที่ตั้ง: 1 Esp. J4, 13002 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ประมาณ €11
• เวลาเปิด: 10:00–18:00 (ปิดวันอังคาร)
• วิธีเดินทาง: รถราง T2 ลง Joliette
• คำแนะนำ: เผื่อเวลาอย่างน้อย 2–3 ชม. เพื่อชมทั้งพิพิธภัณฑ์และวิวบนดาดฟ้า

 

6. Le Panier de Marseille (ย่านเมืองเก่า เลอ ปานิเยร์)

Le Panier คือย่านเมืองเก่าที่มีความเก่าแก่ที่สุดของมาร์แซย์ และเป็นพื้นที่ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมของเมืองท่าแห่งนี้ไว้ได้อย่างชัดเจน ตรอกซอกซอยแคบ ๆ ปูด้วยหิน บ้านเรือนสีพาสเทลที่มีบานหน้าต่างไม้ และผ้าซักตากพาดผ่านระเบียงเล็ก ๆ ทำให้บรรยากาศที่นี่ดูอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกก้าวที่เดินเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปสู่มาร์แซย์ในอดีต

ขณะเดียวกันย่านเมืองเก่าอย่าง Le Panier ก็เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สตรีทอาร์ตสีสันสดใสปรากฏตามผนังอาคาร ร้านงานคราฟต์ แกลเลอรีศิลปะ และคาเฟ่เล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ อย่างน่าค้นหา ย่านนี้จึงเป็นพื้นที่ที่อดีตและปัจจุบันหลอมรวมกันอย่างลงตัว เหมาะกับการเดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ ปล่อยให้ตัวเองหลงทางเล็ก ๆ แล้วค้นพบเสน่ห์ของมาร์แซย์ในมุมที่จริงใจที่สุด

• ที่ตั้ง: 1A Rue du Petit Puits, 13002 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ฟรี
• เวลาเปิด: เปิดตลอดวัน
• วิธีเดินทาง: เดินจากท่าเรือ
• คำแนะนำ: เหมาะกับการเดินเล่นช่วงบ่าย ถ่ายรูปสวยมาก

 

7. Palais Longchamp (พระราชวังลองชองป์)

พระราชวัง Palais Longchamp เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของเมือง โดดเด่นด้วยอาคารสไตล์นีโอคลาสสิกขนาดใหญ่ ซุ้มโค้ง น้ำพุ และประติมากรรมที่ออกแบบอย่างวิจิตร สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อเฉลิมฉลองการนำน้ำจากคลอง Durance เข้าสู่เมืองมาร์แซย์ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและการพัฒนาเมืองในยุคนั้น

ปัจจุบันภายในพระราชวังแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สำคัญสองแห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ส่วนด้านหน้าคือสวนสาธารณะกว้างขวางที่ชาวเมืองนิยมมาพักผ่อน ปิกนิก หรือเดินเล่นท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ทำให้ที่นี่เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและพื้นที่พักผ่อนยอดนิยมของคนท้องถิ่นในคราวเดียวกัน

• ที่ตั้ง: Bd Jard. Zoologique, 13004 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: สวนฟรี / พิพิธภัณฑ์มีค่าเข้า
• เวลาเปิด: สวนเปิดทุกวัน
• วิธีเดินทาง: Metro M1 ลง Cinq Avenues
• คำแนะนำ: เหมาะกับการพักผ่อนครึ่งวันแบบชิล ๆ

 

8. Orange Vélodrome (สนามกีฬาออเรนจ์ เวโลโดรม)

สนามกีฬาระดับไอคอนของเมืองมาร์แซย์ และเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส โครงสร้างหลังคาโค้งขนาดใหญ่ที่ดูทันสมัยทำให้สนามแห่งนี้โดดเด่นสะดุดตา ทั้งยังเคยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับนานาชาติหลายรายการ บรรยากาศรอบสนามในวันแข่งขันเต็มไปด้วยความคึกคัก ร้านค้า ผ้าพันคอทีม และเสียงเชียร์ที่เริ่มดังขึ้นตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่ม

ที่นี่คือสนามเหย้าของสโมสรดัง Olympique de Marseille ซึ่งมีฐานแฟนบอลเหนียวแน่นและขึ้นชื่อเรื่องพลังเชียร์อันดุดัน เมื่อเกมเริ่มต้น เสียงร้องเพลงเชียร์และเสียงปรบมือดังก้องไปทั่วอัฒจันทร์ สร้างบรรยากาศที่ทั้งเร้าใจและน่าประทับใจ แม้ไม่ใช่แฟนฟุตบอลตัวยง การได้สัมผัสค่ำคืนหนึ่งที่ Orange Vélodrome ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของเมืองมาร์แซย์ได้อย่างแท้จริง

• ที่ตั้ง: 3 Bd Michelet, 13008 Marseille, ฝรั่งเศส
• ค่าเข้าชม: ทัวร์สนามประมาณ €15–€20
• เวลาเปิด: ตามรอบทัวร์และวันแข่งขัน
• วิธีเดินทาง: Metro M2 ลง Rond-Point du Prado
• คำแนะนำ: ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศจริง ควรจองตั๋วเกมล่วงหน้า

 

อาหารและไวน์ท้องถิ่น (Local Cuisine & Wine)

แนะนำอาหารและขนมท้องถิ่นที่ควรลอง

1. Bouillabaisse

Bouillabaisse คืออาหารขึ้นชื่อที่สุดอย่างหนึ่งของมาร์แซย์ และถือเป็นเมนูที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหารริมทะเลของเมืองได้อย่างชัดเจน เดิมเป็นอาหารของชาวประมงที่นำปลาทะเลและปลาหินที่ขายได้ยากมาปรุงเป็นซุป ก่อนพัฒนามาเป็นอาหารประจำเมืองที่มีรูปแบบการปรุงค่อนข้างพิถีพิถัน โดยใช้ปลาทะเลหลายชนิดร่วมกับมะเขือเทศ กระเทียม หอมใหญ่ ยี่หร่า (fennel) น้ำมันมะกอก และหญ้าฝรั่น เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปและเนื้อปลา ซึ่งบางร้านจะแยกเสิร์ฟคนละจาน พร้อมขนมปังกรอบทากระเทียมและซอส Rouille หรือ Aïoli สำหรับรับประทานคู่กัน ทั้งนี้สำนักงานการท่องเที่ยวมาร์แซย์แนะนำให้จองโต๊ะล่วงหน้า เนื่องจากร้านที่เสิร์ฟ Bouillabaisse แบบดั้งเดิมบางแห่งต้องจองก่อน และมักเสิร์ฟสำหรับอย่างน้อย 2 คน

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของมาร์แซย์
  • ใช้ปลาทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลายชนิด
  • มักเสิร์ฟน้ำซุปและเนื้อปลาแยกกัน
  • รับประทานคู่กับ Rouille หรือ Aïoli และขนมปังกรอบ
  • ควรจองร้านล่วงหน้า โดยเฉพาะร้านที่เสิร์ฟสูตรดั้งเดิม
  • เหมาะสำหรับรับประทานร่วมกันหลายคน

 

2. Aïoli

Aïoli เป็นซอสกระเทียมที่มีรากฐานสำคัญในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอาหารโพรวองซ์ โดยทำจากกระเทียมและน้ำมันมะกอก และในรูปแบบที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบันอาจมีส่วนผสมอื่นช่วยให้เนื้อซอสมีความข้นคล้ายมายองเนส ในมาร์แซย์ Aïoli ไม่ได้เป็นเพียงซอสสำหรับจิ้มเท่านั้น แต่ยังพบในเมนูที่เรียกว่า Grand Aïoli ซึ่งเสิร์ฟพร้อมผักต้ม เช่น มันฝรั่ง แครอต และถั่วเขียว รวมถึงไข่ต้มและปลา หรืออาหารทะเลตามสูตรของแต่ละร้าน รสชาติเด่นอยู่ที่ความหอมของกระเทียมและน้ำมันมะกอก จึงเป็นเมนูที่ช่วยสะท้อนความเรียบง่ายของอาหารโพรวองซ์ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นซอสกระเทียมที่พบในอาหารโพรวองซ์
  • มักรับประทานคู่กับผักต้ม ปลา และอาหารทะเล
  • Grand Aïoli เป็นรูปแบบการเสิร์ฟที่เป็นมื้ออาหารเต็มรูปแบบ
  • รสชาติเด่นจากกระเทียมและน้ำมันมะกอก
  • สามารถพบได้ตามร้านอาหารฝรั่งเศสตอนใต้ในมาร์แซย์

 

3. อาหารทะเลสดและปลาเมดิเตอร์เรเนียน

ด้วยทำเลริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มาร์แซย์จึงมีวัฒนธรรมการรับประทานปลาและอาหารทะเลที่เป็นส่วนสำคัญของอาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะบริเวณ Vieux-Port ซึ่งมีตลาดปลาและร้านอาหารที่นำวัตถุดิบจากทะเลมาปรุงในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปลาย่าง อาหารทะเล ไปจนถึงเมนูที่ใช้ปลาเป็นส่วนประกอบหลัก การปรุงอาหารทะเลของแถบนี้มักเน้นรสชาติของวัตถุดิบ โดยใช้น้ำมันมะกอก กระเทียม สมุนไพร และเลมอนเป็นตัวช่วยเพิ่มรสชาติ หากต้องการสัมผัสบรรยากาศอาหารทะเลแบบมาร์แซย์ การเลือกนั่งรับประทานอาหารบริเวณ Vieux-Port ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เข้ากับบรรยากาศของเมืองอย่างมาก

ข้อมูลที่ควรรู้

  • Vieux-Port เป็นหนึ่งในจุดสำคัญด้านอาหารทะเลของเมือง
  • มีทั้งปลา อาหารทะเล และเมนูสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน
  • การปรุงมักเน้นรสชาติของวัตถุดิบ
  • น้ำมันมะกอก กระเทียม และสมุนไพรเป็นส่วนประกอบที่พบได้บ่อย
  • เหมาะสำหรับรับประทานพร้อมชมบรรยากาศริมท่าเรือ

 

4. Navettes de Marseille

Navettes de Marseille เป็นขนมอบรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในขนมที่มีเอกลักษณ์ของมาร์แซย์ จุดเด่นอยู่ที่กลิ่นหอมของ ดอกส้ม (fleur d’oranger) และเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างแน่นและกรอบ เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับกาแฟหรือชา ขนมชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองท่ามาร์แซย์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะร้านขนมแบบดั้งเดิมในเมืองที่ยังคงทำ Navettes ตามกรรมวิธีของตนเอง นอกจากซื้อรับประทานระหว่างเที่ยวแล้ว ยังเป็นของฝากที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการนำรสชาติแบบโพรวองซ์กลับบ้านอีกด้วย

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นขนมที่มีชื่อเสียงของมาร์แซย์
  • มีรูปทรงคล้ายเรือ สื่อถึงเมืองท่าริมทะเล
  • มีกลิ่นหอมของดอกส้มเป็นเอกลักษณ์
  • เนื้อสัมผัสค่อนข้างกรอบและแน่น
  • เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับกาแฟหรือชา
  • สามารถซื้อเป็นของฝากได้

 

5. Calissons

Calissons เป็นขนมหวานชื่อดังของ Aix-en-Provence ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมาร์แซย์ จึงสามารถพบได้ทั่วไปในแถบโพรวองซ์และร้านขายของฝากในมาร์แซย์ แต่ควรระบุให้ชัดเจนว่าไม่ได้มีต้นกำเนิดจากมาร์แซย์โดยตรง ขนมชนิดนี้มีรูปร่างรีคล้ายเมล็ดอัลมอนด์หรือเรือ ทำจากอัลมอนด์บดและเมลอนเชื่อม รวมถึงผลไม้เชื่อมบางชนิด ก่อนเคลือบด้านบนด้วยน้ำตาลไอซิ่งหรือ Royal Icing และวางบนแผ่นขนมปังเวเฟอร์บาง ๆ รสชาติหวานหอม มีความนุ่มและหนึบเล็กน้อย จึงเป็นหนึ่งในขนมที่สะท้อนวัฒนธรรมการกินของโพรวองซ์ได้เป็นอย่างดี และเหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากจากฝรั่งเศสตอนใต้

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นขนมขึ้นชื่อของ Aix-en-Provence
  • ทำจากอัลมอนด์บดและเมลอนเชื่อม
  • ด้านบนเคลือบ Royal Icing
  • มีรูปร่างรีเป็นเอกลักษณ์
  • พบได้ทั่วไปในแถบโพรวองซ์ รวมถึงมาร์แซย์
  • เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝาก

 

6. Tarte Tropézienne

Tarte Tropézienne เป็นขนมชื่อดังจากเมือง Saint-Tropez บน French Riviera ไม่ใช่ขนมที่มีต้นกำเนิดจากมาร์แซย์โดยตรง แต่สามารถพบได้ในร้านเบเกอรีและร้านขนมในเมืองต่าง ๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ขนมชนิดนี้ทำจากแป้งบริออชนุ่มที่ผ่าครึ่งแล้วสอดไส้ครีมเนื้อนุ่ม ก่อนโรยหน้าด้วยน้ำตาลเม็ดเล็ก ๆ ให้สัมผัสกรุบเบา ๆ จุดเด่นคือความหอมหวานของแป้งและครีมที่เข้ากันได้ดี เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับกาแฟในช่วงบ่าย และเป็นอีกหนึ่งขนมที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลองรสชาติของ French Riviera ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

ข้อมูลที่ควรรู้

  • มีต้นกำเนิดจาก Saint-Tropez
  • ทำจากแป้งบริออชเนื้อนุ่ม
  • สอดไส้ครีมตรงกลาง
  • ด้านบนมักโรยด้วยน้ำตาลเม็ด
  • เป็นขนมยอดนิยมของฝรั่งเศสตอนใต้
  • สามารถพบได้ในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งของภูมิภาค

 

7. Pissaladière

Pissaladière เป็นทาร์ตหรือขนมปังหน้าแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีต้นกำเนิดและความผูกพันอย่างมากกับเมือง Nice มากกว่ามาร์แซย์ แต่เป็นอาหารที่พบได้ในภูมิภาคโพรวองซ์และทางตอนใต้ของฝรั่งเศส จึงสามารถนำมารวมไว้ในหมวดอาหารที่ควรลองเมื่อเดินทางในภูมิภาคนี้ได้ จุดเด่นคือแป้งที่อบพร้อมหัวหอมผัดจนมีรสหวาน ตามด้วยปลาแอนโชวีและมะกอกดำ ทำให้เกิดรสชาติหวาน เค็ม และหอมมันจากน้ำมันมะกอก โดยทั่วไปสามารถรับประทานเป็นของว่าง อาหารเรียกน้ำย่อย หรือมื้อเบา ๆ ได้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการลองอาหารท้องถิ่นแบบเรียบง่ายของชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

ข้อมูลที่ควรรู้

  • มีความเชื่อมโยงกับอาหารท้องถิ่นของ Nice และ Provence
  • ใช้หัวหอมเป็นส่วนประกอบหลัก
  • มักใส่ปลาแอนโชวีและมะกอกดำ
  • มีรสหวานจากหัวหอมและเค็มจากปลาแอนโชวี
  • รับประทานเป็นของว่างหรืออาหารเรียกน้ำย่อยได้
  • เหมาะกับการรับประทานคู่กับสลัดหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ

 

แนะนำไวน์ท้องถิ่นและเครื่องดื่มที่ควรลอง

1. ไวน์ Rosé จาก Provence

ไวน์ Rosé จาก Provence เป็นหนึ่งในไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสตอนใต้ และเหมาะอย่างยิ่งกับบรรยากาศริมทะเลของมาร์แซย์ แม้มาร์แซย์จะไม่ได้เป็นแหล่งผลิต Rosé เพียงแห่งเดียว แต่เมืองตั้งอยู่ในภูมิภาค Provence ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผลิตไวน์โรเซ่ โดยไวน์มักมีสีตั้งแต่ชมพูอ่อนจนถึงชมพูแซลมอน และมีรสชาติสดชื่น ดื่มง่าย พร้อมกลิ่นผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี พีช และซิตรัส รวมถึงกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรบางชนิดตามสไตล์ของแต่ละพื้นที่ ด้วยความสดและความเป็นกรดที่พอดี Rosé จึงเข้ากับอาหารทะเล ปลา และอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับจิบแบบเย็น ๆ ระหว่างมื้ออาหารหรือช่วงเย็นในวันที่อากาศอบอุ่น

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นไวน์ที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค Provence
  • ส่วนใหญ่มีสีชมพูอ่อนถึงชมพูแซลมอน
  • รสชาติสดชื่นและดื่มง่าย
  • มีกลิ่นผลไม้ ดอกไม้ หรือสมุนไพรแตกต่างกันตามพื้นที่และผู้ผลิต
  • เข้ากันได้ดีกับอาหารทะเล ปลา และอาหารเมดิเตอร์เรเนียน
  • ควรเสิร์ฟแบบแช่เย็นเพื่อให้ได้รสชาติที่สดชื่นยิ่งขึ้น

 

2. ไวน์ขาวจาก Cassis

ไวน์ขาวจาก Cassis เป็นไวน์ท้องถิ่นที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวบริเวณใกล้มาร์แซย์ โดย Cassis เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงและมี Cassis AOC เป็นชื่อแหล่งกำเนิดที่ได้รับการรับรอง ไวน์ของพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เป็นไวน์ขาวที่มีความสด มีโครงสร้าง และมีกลิ่นหอมของผลไม้ เช่น ผลไม้สีขาวและซิตรัส รวมถึงลักษณะของแร่ธาตุที่ช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้กับไวน์ สภาพพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลและมีภูมิประเทศเป็นหน้าผาหินปูนมีส่วนสำคัญต่อเอกลักษณ์ของไวน์ Cassis จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับจับคู่กับปลา อาหารทะเล หอย และอาหารเมดิเตอร์เรเนียน หากมีโอกาสเดินทางไป Cassis สามารถแวะเยี่ยมไร่องุ่นและชิมไวน์ท้องถิ่นได้ด้วย

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นไวน์ที่มีชื่อเสียงของเมือง Cassis ใกล้มาร์แซย์
  • มีชื่อแหล่งกำเนิด Cassis AOC
  • มีไวน์ขาวเป็นสไตล์สำคัญของพื้นที่
  • มีรสสดชื่นและมีกลิ่นผลไม้ รวมถึงลักษณะของแร่ธาตุ
  • เหมาะกับปลา หอย และอาหารทะเล
  • สามารถเดินทางจากมาร์แซย์ไปเที่ยว Cassis และชิมไวน์ในพื้นที่ได้

 

3. Pastis

Pastis เป็นเครื่องดื่มที่มีความผูกพันกับมาร์แซย์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของฝรั่งเศสตอนใต้อย่างมาก เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลิ่นโป๊ยกั๊ก (anise) ที่มักมีรสชาติของสมุนไพรและเครื่องเทศ เมื่อเสิร์ฟจะผสม Pastis กับน้ำเย็น ซึ่งทำให้เครื่องดื่มเปลี่ยนจากสีใสหรือเหลืองอ่อนเป็นสีขาวขุ่น เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยจากโป๊ยกั๊กเกิดการกระจายตัวในน้ำ โดยทั่วไปนิยมดื่มเป็น apéritif หรือเครื่องดื่มก่อนอาหาร และมักค่อย ๆ จิบในบรรยากาศสบาย ๆ ตามคาเฟ่และบาร์ของเมือง การสั่ง Pastis สักแก้วจึงไม่ได้เป็นเพียงการลองเครื่องดื่มท้องถิ่น แต่ยังเป็นโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมการสังสรรค์แบบเมดิเตอร์เรเนียนที่พบได้ทั่วไปในมาร์แซย์

ข้อมูลที่ควรรู้

  • เป็นเครื่องดื่มกลิ่นโป๊ยกั๊กที่ได้รับความนิยมในฝรั่งเศสตอนใต้
  • มีความผูกพันกับวัฒนธรรมการดื่มของมาร์แซย์
  • มักผสมกับน้ำเย็นก่อนดื่ม
  • เมื่อเติมน้ำจะเกิดสีขาวขุ่นเป็นเอกลักษณ์
  • นิยมดื่มเป็น Apéritif ก่อนอาหาร
  • มีรสและกลิ่นของโป๊ยกั๊กและสมุนไพร
  • เหมาะกับการนั่งจิบแบบสบาย ๆ ตามคาเฟ่หรือบาร์

 

เทศกาลและวัฒนธรรม (Culture & Festivals)

เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม

มาร์แซย์เป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปี โดยก่อตั้งขึ้นโดยชาวกรีกจากเมือง Phocaea ในช่วงประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ทำให้เมืองมีความเชื่อมโยงกับผู้คนและวัฒนธรรมจากหลายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมาร์แซย์มีประชากรที่มีภูมิหลังหลากหลาย โดยเฉพาะอิทธิพลจากภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาเหนือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านอาหาร ภาษา ดนตรี ศิลปะ และวิถีชีวิตในย่านต่าง ๆ ของเมือง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้มาร์แซย์มีบรรยากาศแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ

 

สิ่งที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม

  • ประวัติศาสตร์ของเมืองที่เชื่อมโยงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมายาวนาน
  • ชุมชนที่มีภูมิหลังและวัฒนธรรมหลากหลาย
  • อาหารฝรั่งเศสตอนใต้ผสมผสานกับอาหารจากเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาเหนือ
  • ตลาดท้องถิ่นที่จำหน่ายเครื่องเทศ อาหาร และวัตถุดิบจากหลากหลายวัฒนธรรม
  • Street Art และศิลปะร่วมสมัยที่พบได้ในหลายย่านของเมือง
  • ดนตรีและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของผู้คน

 

เทศกาลฤดูร้อนและงานศิลปะ

ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่มาร์แซย์มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและศิลปะเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก โดยมีทั้งคอนเสิร์ต การแสดง นิทรรศการ และเทศกาลต่าง ๆ จัดขึ้นตามสถานที่สำคัญของเมือง รวมถึงพื้นที่กลางแจ้งและย่านประวัติศาสตร์ หนึ่งในงานที่มีชื่อเสียงคือ Festival de Marseille ซึ่งนำเสนอการแสดงร่วมสมัยหลากหลายแขนง เช่น การเต้นรำ ละคร และดนตรี นอกจากนี้มาร์แซย์ยังมี Fête de la Musique ซึ่งจัดขึ้นทั่วฝรั่งเศสในวันที่ 21 มิถุนายน และมักมีการแสดงดนตรีตามพื้นที่สาธารณะ คาเฟ่ และสถานที่ต่าง ๆ ทั่วเมือง ทั้งนี้รายละเอียดของเทศกาล สถานที่จัดงาน และวันจัดกิจกรรมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี จึงควรตรวจสอบกำหนดการล่าสุดก่อนเดินทาง


กิจกรรมที่น่าสนใจ

  • Festival de Marseille
  • Fête de la Musique วันที่ 21 มิถุนายน
  • คอนเสิร์ตและการแสดงดนตรีกลางแจ้ง
  • นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย
  • การแสดงเต้นรำและศิลปะการแสดง
  • กิจกรรมทางวัฒนธรรมตามพื้นที่สาธารณะและย่านประวัติศาสตร์
  • Street Art และงานศิลปะร่วมสมัยตามย่านต่าง ๆ

 

วันชาติฝรั่งเศส (14 กรกฎาคม)

14 กรกฎาคม (Bastille Day) เป็นวันชาติของฝรั่งเศสและเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หลายเมืองทั่วประเทศจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง เช่น การแสดงดนตรี การเต้นรำ และดอกไม้ไฟ สำหรับมาร์แซย์ กิจกรรมในวันดังกล่าวมักจัดขึ้นในพื้นที่สำคัญของเมือง โดยเฉพาะบริเวณ Vieux-Port และพื้นที่ริมทะเล ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจัดงาน จุดชมดอกไม้ไฟ และเวลาการแสดงอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี ดังนั้นหากวางแผนเดินทางมาร์แซย์ในช่วงวันที่ 14 กรกฎาคม ควรตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการของเมืองล่วงหน้า เพื่อดูรายละเอียดสถานที่จัดงานและมาตรการด้านความปลอดภัย


สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ 14 กรกฎาคม

  • ตรงกับวันชาติของฝรั่งเศส
  • มักมีการแสดงดนตรีและกิจกรรมเฉลิมฉลอง
  • Vieux-Port เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของกิจกรรมในมาร์แซย์
  • อาจมีการแสดงดอกไม้ไฟในช่วงค่ำ ขึ้นอยู่กับกำหนดการของแต่ละปี
  • บริเวณจัดงานมักมีผู้คนจำนวนมาก
  • ควรเดินทางไปยังจุดชมกิจกรรมล่วงหน้า
  • ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของเมืองก่อนเดินทาง

 

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวมาร์แซย์ (Marseille)

มาร์แซย์สามารถเดินทางมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากมีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ค่อนข้างอบอุ่นและมีแสงแดดมาก โดยแต่ละฤดูกาลจะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน หากต้องการเที่ยวเมือง เดินชมย่านเก่า ทำกิจกรรมกลางแจ้ง และหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด ขณะที่ฤดูร้อนเหมาะกับการเที่ยวทะเลและชายหาด ส่วนฤดูหนาวเหมาะกับการเที่ยวเมือง พิพิธภัณฑ์ และสัมผัสมาร์แซย์ในบรรยากาศที่เงียบสงบกว่า

 

🌸 ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม)

ฤดูใบไม้ผลิเป็นหนึ่งในช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวมาร์แซย์ โดยเฉพาะช่วง เมษายน–พฤษภาคม เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นแต่ยังไม่ร้อนจัด เหมาะกับการเดินเที่ยวในย่าน Vieux-Port, Le Panier และ Cours Julien รวมถึงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและเดินชมชายฝั่ง สำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวธรรมชาติ ช่วงนี้เหมาะกับการสำรวจพื้นที่ Calanques เช่น การเดินเขาและชมวิวทะเล ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนขึ้นและมีข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ธรรมชาติบางช่วงตามความเสี่ยงไฟป่า

เหมาะสำหรับ

  • เดินเที่ยวเมืองและย่านประวัติศาสตร์
  • เที่ยว Vieux-Port และ Le Panier
  • เที่ยวพิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางวัฒนธรรม
  • เดินเขาและชมธรรมชาติใน Calanques
  • ถ่ายรูปริมทะเลและตามจุดชมวิว
  • ต้องการเที่ยวช่วงที่ไม่พลุกพล่านเท่าฤดูร้อน

 

☀️ ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม)

ฤดูร้อนเป็นช่วง High Season ของมาร์แซย์ โดยเฉพาะ กรกฎาคม–สิงหาคม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเพื่อเที่ยวชายหาด ว่ายน้ำ และทำกิจกรรมทางทะเล อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนอาจขึ้นไปประมาณ 30°C จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศเมืองชายทะเลอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่มีเทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อากาศที่ร้อนและความเสี่ยงไฟป่าอาจทำให้มีการจำกัดหรือปิดการเข้าพื้นที่ Calanques และพื้นที่ธรรมชาติบางแห่งในบางวัน ดังนั้นควรตรวจสอบสถานะการเข้าพื้นที่ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

เหมาะสำหรับ

  • เล่นน้ำและเที่ยวชายหาด
  • ทำกิจกรรมทางทะเล
  • เที่ยว Calanques ในวันที่เปิดให้เข้าพื้นที่
  • นั่งร้านอาหารและคาเฟ่ริมทะเล
  • ชมพระอาทิตย์ตก
  • เข้าร่วมเทศกาลและคอนเสิร์ตช่วงฤดูร้อน

ข้อควรรู้

  • เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุด
  • ที่พักและกิจกรรมยอดนิยมอาจมีราคาสูงขึ้น
  • อากาศอาจร้อนมากในบางวัน
  • ควรตรวจสอบประกาศเรื่องไฟป่าและการเข้าพื้นที่ Calanques ล่วงหน้า

 

🍂 ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน)

กันยายนและตุลาคม เป็นช่วงที่ได้รับการแนะนำเป็นพิเศษสำหรับการมาเที่ยวมาร์แซย์ เพราะอากาศยังคงอบอุ่นแบบฤดูร้อน แต่บรรยากาศโดยรวมสงบลงหลังผ่านช่วง High Season โดยเดือนกันยายนยังเหมาะกับการเที่ยวชายหาดและว่ายน้ำได้ ขณะที่เดือนตุลาคมเหมาะกับการเดินเที่ยวเมือง ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และนั่งคาเฟ่หรือร้านอาหารตามย่านต่าง ๆ มากขึ้น สำหรับเดือนพฤศจิกายน อากาศจะเย็นลงและมีวันที่ฝนตกมากขึ้น จึงเหมาะกับการเน้นเที่ยวพิพิธภัณฑ์และสถานที่ในเมืองมากกว่ากิจกรรมทางทะเล

เหมาะสำหรับ

  • เที่ยวมาร์แซย์แบบไม่เร่งรีบ
  • เดินเที่ยว Le Panier และ Vieux-Port
  • เที่ยว Calanques และทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เที่ยวชายหาดในเดือนกันยายน
  • ชิมอาหารและไวน์ในบรรยากาศสบาย ๆ
  • เที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งวัฒนธรรมในช่วงปลายฤดู

ช่วงที่แนะนำเป็นพิเศษ

  • กันยายน: เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการทั้งทะเลและเที่ยวเมือง
  • ตุลาคม: เหมาะสำหรับเที่ยวเมืองและกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีบรรยากาศสงบกว่า High Season

 

❄️ ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์)

ฤดูหนาวของมาร์แซย์ค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับเมืองหลายแห่งในยุโรป โดยอุณหภูมิในช่วงกลางวันโดยทั่วไปยังอยู่ในระดับที่สามารถออกไปเที่ยวกลางแจ้งได้ และเมืองมีวันที่มีแดดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อาจมีลม Mistral ซึ่งเป็นลมแรงและเย็น ทำให้อากาศรู้สึกหนาวกว่าค่าที่วัดได้ ฤดูหนาวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวมาร์แซย์แบบสงบ ๆ เน้นพิพิธภัณฑ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ร้านอาหาร และการเดินเล่นริมทะเล นอกจากนี้ช่วงปลายปีถึงต้นปีอาจมีกิจกรรมตามฤดูกาล เช่น ตลาดคริสต์มาส งาน Santons และกิจกรรมทางวัฒนธรรมของ Provence

เหมาะสำหรับ

  • เที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งวัฒนธรรม
  • ชม Mucem และ Fort Saint-Jean
  • เที่ยว Notre-Dame de la Garde
  • เดินเล่น Vieux-Port และย่านเมืองเก่า
  • ชิมอาหารท้องถิ่นโดยไม่ต้องเจอคนจำนวนมาก
  • เที่ยวตลาดคริสต์มาสและงาน Santons ในช่วงเทศกาล
  • เดินเขาในวันที่อากาศเหมาะสม

ข้อควรรู้

  • อาจมีลม Mistral แรงเป็นบางช่วง
  • อุณหภูมิกลางวันยังค่อนข้างสบาย แต่ช่วงเช้าและกลางคืนอากาศเย็น
  • ควรเตรียมเสื้อกันลมและเสื้อคลุม
  • เรือหรือกิจกรรมทางทะเลบางประเภทอาจได้รับผลกระทบจากสภาพลม

 

⭐ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเที่ยวมาร์แซย์

หากต้องเลือกเพียงช่วงเดียว แนะนำเดือนกันยายน–ตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่ได้ทั้งอากาศที่ยังอบอุ่น กิจกรรมกลางแจ้ง ทะเล และบรรยากาศที่ไม่หนาแน่นเท่าช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม ส่วน เมษายน–พฤษภาคม ก็เป็นอีกช่วงที่เหมาะมากสำหรับการเดินเที่ยวเมืองและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ผู้ที่ต้องการเน้นชายหาดและกิจกรรมทางทะเลสามารถเลือกช่วง มิถุนายน–สิงหาคม ได้ แต่ควรเตรียมรับมือกับอากาศร้อน นักท่องเที่ยวจำนวนมาก และข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ธรรมชาติบางวัน

เลือกช่วงเที่ยวตามสไตล์

  • เที่ยวดีที่สุดโดยรวม: กันยายน–ตุลาคม
  • เที่ยวเมือง + ธรรมชาติ: เมษายน–พฤษภาคม
  • เที่ยวทะเล + ชายหาด: มิถุนายน–กันยายน
  • เที่ยวเทศกาลและกิจกรรมฤดูร้อน: กรกฎาคม–สิงหาคม
  • เที่ยวแบบสงบ คนไม่เยอะ: พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์
  • เที่ยวพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรม: พฤศจิกายน–มีนาคม
  • เดินเขาใน Calanques: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยต้องตรวจสอบสถานะการเข้าพื้นที่ก่อนเดินทาง

 

วิธีการเดินทาง (How to Get There)

มาร์แซย์เป็นเมืองใหญ่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสและเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่สำคัญของภูมิภาค Provence-Alpes-Côte d’Azur สามารถเดินทางมาได้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถบัส รถยนต์ และเรือ โดยสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากปารีส รถไฟความเร็วสูงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สะดวกที่สุด เพราะสถานี Marseille Saint-Charles ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ขณะที่ผู้เดินทางจากต่างประเทศสามารถเลือกบินตรงมายัง Marseille Provence Airport แล้วต่อรถเข้าเมืองได้อย่างสะดวก

✈️

เดินทางโดย
เครื่องบิน

เหมาะสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและเมืองต่าง ๆ ในยุโรป

1เดินทางมายัง Marseille Provence Airport
สนามบินหลักของมาร์แซย์คือ Marseille Provence Airport (MRS) ตั้งอยู่ในเมือง Marignane ห่างจากใจกลางมาร์แซย์ประมาณ 27–30 กิโลเมตร เป็นสนามบินสำคัญของภูมิภาค Provence และมีเที่ยวบินเชื่อมต่อกับเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศส ยุโรป และจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศ จากสนามบินสามารถเดินทางต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ด้วยรถบัส รถไฟ แท็กซี่ หรือรถเช่า

  • สนามบินหลักคือ Marseille Provence Airport (MRS)
  • ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางมาร์แซย์ประมาณ 27–30 กิโลเมตร
  • มีเที่ยวบินจากเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศสและยุโรป
  • สามารถต่อรถบัสไปยัง Gare Saint-Charles ได้
  • สามารถต่อรถไฟผ่านสถานี Vitrolles-Aéroport Marseille Provence ได้
  • มีบริการแท็กซี่และรถเช่าภายในสนามบิน
🚆

เดินทางโดยรถไฟ

เหมาะสำหรับเดินทางจากปารีสและเมืองสำคัญของฝรั่งเศส

2เดินทางมายังสถานี Marseille Saint-Charles
รถไฟเป็นหนึ่งในวิธีที่สะดวกที่สุดในการเดินทางมายังมาร์แซย์ โดยสถานีหลักคือ Marseille Saint-Charles ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองและเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่สำคัญ มีทั้งรถไฟความเร็วสูง TGV และรถไฟภูมิภาค TER เชื่อมต่อกับปารีสและเมืองต่าง ๆ ของฝรั่งเศส โดยเส้นทางจากปารีสไปมาร์แซย์มีรถไฟความเร็วสูงแบบตรง และเที่ยวที่เร็วที่สุดใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

  • สถานีหลักคือ Marseille Saint-Charles
  • มีรถไฟความเร็วสูง TGV เชื่อมต่อกับปารีส
  • จากปารีสใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในเที่ยวที่เร็วที่สุด
  • มีรถไฟภูมิภาค TER เชื่อมต่อกับเมืองต่าง ๆ ใน Provence
  • สถานีเชื่อมต่อกับ Metro สาย M1 และ M2
  • สามารถต่อรถบัส แท็กซี่ และระบบขนส่งสาธารณะเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองได้
🚌

เดินทางโดยรถบัส

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเดินทาง

3เดินทางมายังมาร์แซย์ด้วยรถบัส
รถบัสระหว่างเมืองเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเดินทาง โดยมีเส้นทางเชื่อมต่อมาร์แซย์กับเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศสและหลายเมืองในยุโรป สถานีรถบัสหลักอยู่บริเวณ Gare Saint-Charles ทำให้สามารถต่อ Metro รถบัส หรือระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ เพื่อเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก ระยะเวลาและราคาจะแตกต่างกันตามต้นทางและผู้ให้บริการ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเดินทาง
  • มีเส้นทางจากหลายเมืองในฝรั่งเศส
  • มีเส้นทางระหว่างประเทศจากเมืองต่าง ๆ ในยุโรป
  • สถานีรถบัสอยู่ใกล้ Gare Saint-Charles
  • สามารถต่อ Metro และรถบัสเข้าสู่ใจกลางเมืองได้
  • ควรตรวจสอบตารางเวลาและราคาก่อนจอง
🚗

เดินทางโดยรถยนต์

เหมาะสำหรับ Road Trip และเที่ยวเมืองรอบ Provence

4เดินทางมายังมาร์แซย์ด้วยรถยนต์
การเดินทางด้วยรถยนต์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวมาร์แซย์ควบคู่กับเมืองอื่น ๆ ใน Provence โดยสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองผ่านทางหลวงสายหลัก เช่น A7, A50 และ A55 การมีรถยนต์ช่วยให้เดินทางไปยังหมู่บ้านและสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่รอบเมืองได้สะดวกกว่า แต่หากเที่ยวเฉพาะใจกลางมาร์แซย์ รถยนต์อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่สะดวกที่สุด เนื่องจากการจราจรและการหาที่จอดรถในเมือง

  • เหมาะสำหรับการทำ Road Trip ใน Provence
  • เส้นทางหลัก ได้แก่ A7, A50 และ A55
  • สะดวกสำหรับเดินทางไปเมืองและหมู่บ้านรอบมาร์แซย์
  • ควรวางแผนเรื่องที่จอดรถก่อนเข้าเมือง
  • ใจกลางเมืองมีระบบขนส่งสาธารณะให้เลือกหลายรูปแบบ
  • ควรตรวจสอบข้อกำหนด ZFE-m ก่อนขับรถเข้าเขตที่กำหนด
🚢

เดินทางโดยเรือ

เหมาะสำหรับผู้เดินทางด้วยเรือสำราญหรือเรือโดยสาร

5เดินทางมายังมาร์แซย์ด้วยเรือ
มาร์แซย์เป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงสามารถเดินทางมายังเมืองทางเรือได้ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางด้วย เรือสำราญ หรือเรือโดยสารที่เชื่อมต่อกับจุดหมายปลายทางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึง Corsica สำหรับผู้โดยสารเรือสำราญ ท่าเรือของมาร์แซย์อยู่ในเขตท่าเรือขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของเมือง และควรตรวจสอบอาคารผู้โดยสารของเที่ยวเรือแต่ละเที่ยวล่วงหน้า

  • เหมาะสำหรับผู้เดินทางด้วยเรือสำราญ
  • มีเรือโดยสารเชื่อมต่อกับ Corsica และจุดหมายปลายทางในเมดิเตอร์เรเนียน
  • ท่าเรือมาร์แซย์มีขนาดใหญ่และแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่
  • ควรตรวจสอบอาคารผู้โดยสารของเที่ยวเรือก่อนเดินทาง
  • สามารถต่อรถสาธารณะเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้
🚇

การเดินทางภายในมาร์แซย์

มี Metro รถบัส Tramway และระบบขนส่งสาธารณะให้เลือก

6การเดินทางภายในเมืองมาร์แซย์
หลังจากเดินทางมาถึงมาร์แซย์แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะของเมืองได้อย่างสะดวก โดยมี Metro 2 สาย, Tramway 3 สาย และรถบัส ครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณใจกลางเมืองและย่านท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีจักรยานสาธารณะและบริการเรือโดยสารบางเส้นทางตามฤดูกาล สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเขตใจกลางเมือง เช่น Vieux-Port, Le Panier และ Mucem สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับการเดินเท้าได้

  • Metro: มี 2 สาย ได้แก่ M1 และ M2
  • Tramway: มี 3 สายสำหรับเดินทางภายในเมือง
  • Bus: ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของมาร์แซย์
  • จักรยานสาธารณะ: เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้น
  • เรือโดยสาร: มีบริการบางเส้นทางตามฤดูกาล
  • เดินเท้า: เหมาะสำหรับเที่ยว Vieux-Port และย่านเมืองเก่า
  • Taxi: เหมาะสำหรับเดินทางตรงไปยังที่พักหรือสถานที่ที่เข้าถึงยาก

 

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว (Travel Tips)

✅เลือกช่วงเวลาเดินทางให้เหมาะสม

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–มิถุนายน) และต้นฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม) เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับมาเที่ยวมาร์แซย์ เพราะอากาศโดยทั่วไปไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เหมาะกับการเดินเที่ยวชมเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้ง รวมถึงการพักผ่อนริมทะเล อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง เนื่องจากมาร์แซย์อาจมีวันที่อากาศร้อนและลมแรงได้ตลอดทั้งปี

✅เตรียมรองเท้าที่ใส่สบาย

มาร์แซย์เป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณย่านเมืองเก่า ถนนบางส่วนเป็นพื้นหินและมีทางลาดหรือบันได รวมถึงเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นเนินเพื่อไปยังจุดชมวิวต่าง ๆ การสวมรองเท้าที่กระชับและเดินสบายจึงช่วยให้เที่ยวได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะวันที่วางแผนเดินเที่ยวหลายจุดในวันเดียว


✅เตรียมรับมือกับลมมิสทราล

มาร์แซย์ได้รับอิทธิพลจากลมมิสทราล (Mistral) ซึ่งเป็นลมแรงจากทางตอนเหนือของแคว้นโพรวองซ์และสามารถพัดผ่านเมืองได้ โดยเฉพาะในช่วงอากาศแห้งและท้องฟ้าเปิด แม้วันที่มีแดดและอุณหภูมิค่อนข้างสูงก็อาจรู้สึกเย็นหรือมีลมแรงได้ จึงควรพกเสื้อคลุมบาง ๆ หรือเสื้อแจ็กเก็ตติดตัวไว้ โดยเฉพาะหากมีแผนไปเที่ยวบริเวณชายฝั่งหรือท่าเรือ


✅จองร้านอาหารยอดนิยมล่วงหน้า

หากต้องการลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของมาร์แซย์ เช่น Bouillabaisse ควรจองโต๊ะล่วงหน้า โดยเฉพาะร้านที่ได้รับความนิยมและช่วงฤดูท่องเที่ยว เพราะร้านอาหารบางแห่งมีจำนวนที่นั่งจำกัดและอาจเต็มในช่วงมื้อเย็น การจองล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนมื้ออาหารได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสเลือกร้านหรือช่วงเวลาที่ต้องการได้มากกว่า


✅เลือกที่พักใกล้ Vieux-Port หากต้องการความสะดวก

Vieux-Port หรือท่าเรือเก่า เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สะดวกสำหรับการพักในมาร์แซย์ เพราะอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร คาเฟ่ และระบบขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับการเดินเล่นชมบรรยากาศของเมืองและท่าเรือในช่วงเย็น อย่างไรก็ตาม หากเลือกที่พักบริเวณนี้ควรเปรียบเทียบเรื่องราคา ความเงียบสงบ และระยะทางจากสถานีขนส่งควบคู่กันไป


✅ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้คุ้มค่า

มาร์แซย์มีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของเมือง ทั้งรถไฟใต้ดิน รถราง และรถบัส จึงสามารถใช้เดินทางระหว่างย่านต่าง ๆ ได้สะดวก โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางหลายเที่ยวภายในวันเดียว ควรตรวจสอบประเภทตั๋วและค่าโดยสารของเครือข่าย RTM ก่อนเดินทาง เพื่อเลือกบัตรหรือตั๋วที่เหมาะกับจำนวนเที่ยวและระยะเวลาที่ใช้งาน


✅พกเงินสดติดตัวไว้เล็กน้อย

ร้านค้า ร้านอาหาร และสถานที่ส่วนใหญ่ในมาร์แซย์สามารถรับชำระด้วยบัตรได้ แต่การพกเงินสดจำนวนเล็กน้อยยังมีประโยชน์สำหรับตลาดท้องถิ่น ร้านค้าขนาดเล็ก หรือกรณีที่ระบบชำระเงินด้วยบัตรไม่พร้อมใช้งาน ควรแบ่งเงินสดไว้เป็นจำนวนไม่มากและเก็บในที่ปลอดภัย เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงระหว่างเดินทาง


✅เผื่อเวลาสำหรับนั่งคาเฟ่และสัมผัสบรรยากาศเมือง

การเที่ยวมาร์แซย์ไม่จำเป็นต้องเร่งเก็บสถานที่ท่องเที่ยวให้ครบทุกแห่ง ลองแบ่งเวลาไว้สำหรับนั่งคาเฟ่ ชมบรรยากาศบริเวณ Vieux-Port หรือพักผ่อนริมทะเล จะช่วยให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตและบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนของเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเย็นที่อากาศเริ่มเย็นลงและบรรยากาศตามย่านริมน้ำคึกคักเป็นพิเศษ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มาร์แซย์ (Marseille) อยู่ที่ไหนของประเทศฝรั่งเศส?

มาร์แซย์ (Marseille) เป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นเมืองหลวงของแคว้นโพรวองซ์-แอลป์-โกตดาซูร์ (Provence-Alpes-Côte d’Azur) เมืองมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปี โดยมี Vieux-Port (ท่าเรือเก่า) เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง มาร์แซย์ยังเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสทั้งบรรยากาศเมืองชายทะเล ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียน และธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณ Calanques National Park ที่มีหน้าผาหินปูนและอ่าวน้ำทะเลสีฟ้าใส

มาร์แซย์ (Marseille) มีอะไรน่าสนใจ?

มาร์แซย์เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร ทะเล และธรรมชาติ จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวฝรั่งเศสในบรรยากาศที่แตกต่างจากปารีส


สิ่งที่น่าสนใจของมาร์แซย์ ได้แก่

  • เมืองเก่าและท่าเรือ Vieux-Port
  • มหาวิหาร Notre-Dame de la Garde
  • พิพิธภัณฑ์ Mucem
  • ย่านเก่า Le Panier
  • Fort Saint-Jean
  • หมู่เกาะ Frioul และ Château d’If
  • Calanques National Park
  • ชายหาดและแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
  • อาหารท้องถิ่น เช่น Bouillabaisse
  • บรรยากาศศิลปะและ Street Art ในย่าน Cours Julien

จุดเด่นอีกอย่างคือสามารถใช้มาร์แซย์เป็นฐานสำหรับเดินทางต่อไปยังเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแคว้นโพรวองซ์ได้ค่อนข้างสะดวก

มาร์แซย์ (Marseille) เที่ยวช่วงเดือนไหนดีที่สุด?

ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวมาร์แซย์มากที่สุดคือ ฤดูใบไม้ผลิประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน และฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนกันยายน–ตุลาคม เพราะอากาศโดยทั่วไปสบายกว่าช่วงฤดูร้อน และบรรยากาศไม่พลุกพล่านเท่าช่วง High Season


เลือกช่วงเที่ยวได้ตามรูปแบบการเดินทาง

  • เมษายน–มิถุนายน: เหมาะกับเที่ยวเมือง เดินชมย่านเก่า และทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • กรกฎาคม–สิงหาคม: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเที่ยวทะเล ว่ายน้ำ และออกเรือ แต่เป็นช่วง High Season นักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก
  • กันยายน–ตุลาคม: อากาศยังเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งและบรรยากาศโดยรวมผ่อนคลายกว่าในช่วงฤดูร้อน
  • พฤศจิกายน–มีนาคม: เหมาะกับเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เมืองเก่า และสถานที่ทางวัฒนธรรม โดยมีนักท่องเที่ยวน้อยลง

สำนักงานการท่องเที่ยวมาร์แซย์เองแนะนำช่วง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง สำหรับผู้ที่ต้องการอากาศสบายและหลีกเลี่ยงความคึกคักของ High Season ขณะที่ช่วงกรกฎาคม–สิงหาคมเหมาะกับการเที่ยวชายหาดและอ่าวต่าง ๆ

หมายเหตุ: หากตั้งใจไปเดินเขาหรือเที่ยว Calanques ควรตรวจสอบข้อจำกัดการเข้าพื้นที่ก่อนเดินทาง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน เพราะบางพื้นที่อาจมีการจำกัดการเข้าถึงเนื่องจากความเสี่ยงไฟป่า

สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดในมาร์แซย์ (Marseille) มีที่ไหนบ้าง?

มาร์แซย์มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ โดยสถานที่ที่ควรใส่ไว้ในแผนเที่ยว ได้แก่


1. Vieux-Port (
ท่าเรือเก่า)

หัวใจของมาร์แซย์และจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเที่ยวเมือง สามารถเดินเล่นริมท่าเรือ ชมเรือและตลาดปลา รวมถึงต่อเรือไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลได้

2. Notre-Dame de la Garde
มหาวิหารบนเนินเขาที่สามารถมองเห็นเมืองมาร์แซย์และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบ 360 องศา ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของเมือง


3. Mucem

พิพิธภัณฑ์อารยธรรมยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียนที่มีทั้งนิทรรศการ สถาปัตยกรรม และพื้นที่ชมวิวบริเวณท่าเรือ

4. Le Panier
ย่านเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมาร์แซย์ เต็มไปด้วยตรอกแคบ บ้านสีสันสดใส คาเฟ่ ร้านค้า และ Street Art เหมาะกับการเดินเที่ยวแบบชิล ๆ


5. Calanques National Park

แหล่งธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากหน้าผาหินปูน อ่าวเล็ก ๆ และน้ำทะเลสีฟ้า เหมาะสำหรับเดินเขา ล่องเรือ พายเรือคายัค และกิจกรรมทางทะเล

6. Château d’If และหมู่เกาะ Frioul
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกไปเที่ยวทางทะเลและชมทัศนียภาพของมาร์แซย์จากอีกมุมหนึ่ง โดย Château d’If ยังเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ The Count of Monte Cristo อีกด้วย

มาร์แซย์ (Marseille) เดินทางจากปารีสอย่างไร?

วิธีที่สะดวกที่สุดคือ เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง TGV จากสถานี Paris Gare de Lyon ไปยัง Marseille Saint-Charles ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของเมือง มีทั้งบริการ TGV INOUI และ OUIGO และมีเที่ยวรถไฟตรงหลายเที่ยวต่อวัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขบวนระหว่างทางในหลายเที่ยว


ตัวเลือกการเดินทางหลัก

  • TGV INOUI: สะดวกและมีบริการบนรถไฟมากกว่า
  • OUIGO: ตัวเลือกประหยัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมงบประมาณ

เครื่องบิน: ใช้ได้หากต้องการเดินทางทางอากาศ แต่เมื่อรวมเวลาเดินทางไปสนามบิน เช็กอิน และเดินทางเข้าเมืองแล้ว รถไฟความเร็วสูงมักเป็นตัวเลือกที่สะดวกกว่า

จากปารีสไปมาร์แซย์ใช้เวลากี่ชั่วโมง?

หากเดินทางด้วย TGV หรือ OUIGO แบบตรง จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 4 นาที–3 ชั่วโมง 30 นาที ขึ้นอยู่กับเที่ยวรถไฟ โดยข้อมูลตารางรถไฟปัจจุบันของ SNCF Connect ระบุว่าเที่ยวที่เร็วที่สุดใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 4 นาที และเวลาเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

เส้นทางหลักคือ Paris Gare de Lyon → Marseille Saint-Charles

ระยะทางทางรถไฟประมาณ 742 กิโลเมตร และมีรถไฟตรงให้เลือกหลายเที่ยวต่อวัน

แนะนำ: หากต้องการเที่ยวมาร์แซย์แบบไม่เสียเวลา การเลือก TGV รอบเช้าจากปารีสเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถเดินทางถึงมาร์แซย์ช่วงสายและเริ่มเที่ยวเมืองต่อได้ทันที

มาร์แซย์ (Marseille) พักย่านไหนดี?

ย่านที่เหมาะกับการพักขึ้นอยู่กับสไตล์การเที่ยว โดยหากเป็นการมาเที่ยวครั้งแรก แนะนำให้เลือกที่พักในบริเวณที่เดินทางไปสถานที่สำคัญได้ง่าย


ย่านที่น่าสนใจ

ย่าน

เหมาะกับใคร

จุดเด่น

Vieux-Port

เที่ยวครั้งแรก

ใกล้แลนด์มาร์ก ร้านอาหาร และระบบขนส่ง

Le Panier

คนชอบเมืองเก่า

บรรยากาศเก่าแก่ ตรอกสวย Street Art

Saint-Victor / Pharo

คนชอบบรรยากาศริมทะเล

ใกล้ Vieux-Port และชายฝั่ง

Endoume

คนชอบความสงบ

ย่านริมทะเล บรรยากาศพักอาศัยและใกล้ Vallon des Auffes

Cours Julien / Notre-Dame du Mont

สายคาเฟ่และศิลปะ

Street Art ร้านอาหาร คาเฟ่ และบรรยากาศวัยรุ่น


สำหรับการเที่ยวครั้งแรก Vieux-Port ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวก เพราะอยู่ใจกลางเมืองและเชื่อมต่อสถานที่สำคัญหลายแห่ง ส่วน Le Panier เหมาะกับคนที่ต้องการพักในบรรยากาศเมืองเก่า ขณะที่ Endoume เหมาะกับผู้ที่ต้องการบรรยากาศริมทะเลที่เงียบกว่าใจกลางเมือง

มาร์แซย์ (Marseille) เหมาะกับการเที่ยวคนเดียวหรือไม่?

เหมาะกับการเที่ยวคนเดียว โดยเฉพาะหากวางแผนเที่ยวบริเวณใจกลางเมือง เช่น Vieux-Port, Le Panier, Mucem และ Notre-Dame de la Garde ซึ่งสามารถเดินเที่ยวหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อกันได้ อย่างไรก็ตาม มาร์แซย์เป็นเมืองขนาดใหญ่และมีหลายย่านที่มีลักษณะแตกต่างกันมาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวควรเลือกที่พักในทำเลที่เดินทางสะดวก และหลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่เปลี่ยวหรือไม่คุ้นเคยในช่วงกลางคืน หากต้องการออกไปเที่ยว Calanques หรือทำกิจกรรมทางธรรมชาติ การเข้าร่วมทัวร์หรือกิจกรรมแบบกลุ่มก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

มาร์แซย์ (Marseille) ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหรือไม่?

โดยทั่วไป สามารถเดินทางท่องเที่ยวมาร์แซย์ได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวังตามปกติของเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการล้วงกระเป๋า การขโมยโทรศัพท์ และการฉกกระเป๋าในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น


คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่

  • เก็บกระเป๋าและโทรศัพท์ให้มิดชิด โดยเฉพาะบริเวณสถานีรถไฟและสถานที่ท่องเที่ยว
  • ไม่วางโทรศัพท์หรือกระเป๋าไว้บนโต๊ะด้านนอกของร้านอาหาร
  • หลีกเลี่ยงถนนที่เงียบและมืดในเวลากลางคืน
  • หากเที่ยวคนเดียว ควรวางแผนเส้นทางกลับที่พักล่วงหน้า
  • ระมัดระวังเป็นพิเศษในพื้นที่คนหนาแน่นและระบบขนส่งสาธารณะ
  • หากไปพื้นที่ธรรมชาติ เช่น Calanques ควรตรวจสอบประกาศเรื่องการเข้าพื้นที่และสภาพอากาศก่อนเดินทาง

คำแนะนำการเดินทางล่าสุดของรัฐบาลออสเตรเลียสำหรับฝรั่งเศสระบุว่าการล้วงกระเป๋า การขโมยกระเป๋า และการโจรกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ พบได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวและพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น พร้อมแนะนำให้ระมัดระวังทรัพย์สินและหลีกเลี่ยงพื้นที่เปลี่ยวในเวลากลางคืน


ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่ามาร์แซย์เป็นเมืองที่ “ห้ามเที่ยวคนเดียว” แต่ควรใช้หลักการเดินทางแบบเมืองใหญ่ คือ เลือกย่านพักให้เหมาะสม ระวังทรัพย์สิน และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยในช่วงกลางคืน

จากมาร์แซย์ (Marseille) สามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองไหนต่อได้บ้าง?

มาร์แซย์เป็นจุดตั้งต้นที่ดีสำหรับการเดินทางเที่ยวเมืองและสถานที่ต่าง ๆ ในแคว้นโพรวองซ์ โดยสามารถจัดเป็น Day Trip หรือเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นได้


เมืองและสถานที่ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Aix-en-Provence – เมืองสวยบรรยากาศโพรวองซ์ มีถนนเก่า น้ำพุ และสถาปัตยกรรมสวยงาม
  • Cassis – เมืองท่าเล็ก ๆ ใกล้มาร์แซย์ เหมาะกับการเที่ยวทะเลและชม Calanques
  • Arles – เมืองประวัติศาสตร์ที่มีโบราณสถานยุคโรมันและแหล่งมรดกโลก UNESCO
  • Avignon – เมืองประวัติศาสตร์ที่มี Palais des Papes และกำแพงเมืองเก่า
  • Luberon – เหมาะกับการเที่ยวหมู่บ้านโพรวองซ์และชมทุ่งลาเวนเดอร์ในฤดูกาล
  • Camargue – เหมาะกับคนที่ชอบธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ และสัตว์ป่า
  • Nice – เหมาะสำหรับต่อทริปไปยัง French Riviera
  • Cannes – เมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
  • Monaco – สามารถวางแผนเป็นทริปต่อเนื่องบนเส้นทาง French Riviera ได้

โดยเฉพาะ Aix-en-Provence และ Cassis ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับ Day Trip จากมาร์แซย์ เพราะอยู่ใกล้เมืองและสามารถจัดเที่ยวภายในวันเดียวได้ ส่วน Avignon, Arles, Luberon และ Camargue ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจโพรวองซ์ให้มากขึ้น


สรุปง่าย ๆ

Marseille → Cassis / Aix-en-Provence
เหมาะสำหรับ Day Trip ระยะสั้น

Marseille → Arles / Avignon
เหมาะสำหรับคนชอบประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม

Marseille → Luberon / Valensole
เหมาะสำหรับชมหมู่บ้านโพรวองซ์และทุ่งลาเวนเดอร์ตามฤดูกาล

Marseille → Nice / Cannes / Monaco
เหมาะสำหรับต่อทริปไป French Riviera

Voyageuse passionnée par la France, je partage mes expériences, coups de cœur et inspirations pour explorer la beauté du voyage et de la vie.